
“ภูมิชาย วัชรพงศ์” ปรับสไตล์ลงทุนตามวัย&ตามงาน
“ภูมิชาย วัชรพงศ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็ทชิ่ง แม็กซิไมซ์ โซลูชั่น (MATCH) เป็นคนที่ลงทุนในหุ้นมาตั้งแต่ที่เริ่มทำงานใหม่ๆ ในสายสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์มาโดยตลอด เพราะช่วงแรกของการเริ่มต้นชีวิตการทำงานใครๆ ก็อยากรวยกันทั้งนั้น จึงเลือกลงทุนหุ้น เรียกได้ว่าเป็นประเภททุ่มสุดตัว แต่ช่วงแรกของการลงทุนไม่ได้มีหลักการลงทุนอะไรเลย ได้ข่าวอะไรมาหรือมีใครกระซิบมาก็กระโดดลงตามนั้น
“ภูมิชาย วัชรพงศ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็ทชิ่ง แม็กซิไมซ์ โซลูชั่น (MATCH) เป็นคนที่ลงทุนในหุ้นมาตั้งแต่ที่เริ่มทำงานใหม่ๆ ในสายสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์มาโดยตลอด เพราะช่วงแรกของการเริ่มต้นชีวิตการทำงานใครๆ ก็อยากรวยกันทั้งนั้น จึงเลือกลงทุนหุ้น เรียกได้ว่าเป็นประเภททุ่มสุดตัว แต่ช่วงแรกของการลงทุนไม่ได้มีหลักการลงทุนอะไรเลย ได้ข่าวอะไรมาหรือมีใครกระซิบมาก็กระโดดลงตามนั้น
จนเคยผิดพลาดและเจ็บตัวกับหุ้นตัวหนึ่งมาในสมัยช่วงก่อนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 เพราะได้จากข่าวบอกต่อจากผู้บริหารมาโดยตรง โดยไม่รู้ว่าข่าวที่ได้รับมาเพราะเจ้าของหรือผู้บริหารต้องการขายของเน่าไป และได้เข้าไปซื้อช่วงที่ราคา 110 บาท/หุ้น ใส่เงินที่มีอยู่ไปเต็มแม็กซ์ แถมยังไปบอกต่อน้องๆ ที่รู้จักและลูกน้องอีก ปรากฏว่าราคาค่อยๆ ทยอยหล่นมาเรื่อยๆ จนหล่นมามาที่ 60 บาท รู้สึกเริ่มไม่แน่ใจในสถานการณ์ จึงตัดสินใจบอกน้องๆ ว่าขายออกเถอะ ยอมตัดขายขาดทุนไปตอนราคาร่วงไปเกือบ 50% และก็รู้สึกว่าไม่กี่เดือนต่อมาราคาลงไปเหลือเกือบไปแตะตัวเลขหลักเดียวในช่วงที่เกิดวิกฤตแบล็กมันเดย์ ซึ่งรู้สึกว่าโชคดีมากที่ตัดสินใจขายไปก่อน ส่วนขาดทุนไปตอนนั้นแต่พอร์ตโดยรวมยังเป็นบวกอยู่ได้ แต่ก็ถือว่าเป็นกรณีตัวอย่างที่เป็นประสบการณ์ที่จะไม่ลืม
จากประสบการณ์เลวร้ายครั้งนั้น ทำให้กลับมาเริ่มสนใจลงทุนที่ดินบ้าง ส่วนหนึ่งเพราะเห็นตัวอย่างจากแม่ที่ชอบลงทุนที่ดินในจังหวัดบ้านเกิดสุราษฎร์ธานี แม่บอกเสมอว่าที่ดิน มูลค่ามีแต่จะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ แต่หุ้นราคามีการปรับลงได้ อีกทั้งโฉนดที่ดินไม่มีวันหาย ไม่เหมือนใบหุ้น (สมัยก่อน) ที่มีโอกาสหายและคนอื่นสามารถไปสวมสิทธิแทนเราได้
ประกอบกับเขามีแรงบันดาลใจในการลงทุนที่ดิน เพราะตอนเด็กๆ ฝันอยากมีบ้านติดริมน้ำเหมือนบ้านของเพื่อน หากที่ที่ไปดูติดริมแม่น้ำ มักจะได้ใจเขาไปเต็มๆ และมีโอกาสที่เขาจะซื้อเก็บไว้ถึง 80% อีกทั้งเหมือนเป็นลูกช่างผ่อนที่ชอบผ่อนที่ดิน เพราะหมดตรงนี้ก็ไปดูตรงนั้นและผ่อนไปเรื่อยๆ จนปัจจุบันมีที่ติดริมน้ำจากเริ่มต้นเพียง 2 ไร่ ตอนนี้มีที่ติดริมน้ำทั้งหมด 1314 ไร่ได้ แต่มีข้อตกลงอยู่ว่าที่ที่ไปซื้อนั้นต้องมีคนดูแล เช่น ฝากเพื่อนๆ ที่ไปซื้อด้วยกัน หรือตัวเขาเองไปดูแลได้ไม่ลำบาก เพราะเป็นคนไม่ชอบมีปัญหาหรือทะเลาะกับคนอื่นที่มาบุกรุก
นอกจากนั้น ก็มีการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อนำมาลดภาษี
อย่างไรก็ดี เมื่อเขารู้สึกว่าอายุมากขึ้น รู้แล้วว่าควรปรับพอร์ตการลงทุนที่มีความเสี่ยงลดน้อยลง พร้อมกับหน้าที่การงานที่รับผิดชอบสูงและไม่ค่อยได้มีเวลาในการเตรียมตัวหรือดูรายละเอียดของหุ้นมาก จึงพยายามลดความเสี่ยง จนปัจจุบันพอร์ตการลงทุนส่วนใหญ่ 70% จะเป็นที่ดิน และที่เหลือ 30% เป็นการลงทุนในกองทุนรวมและหุ้น ซึ่งปัจจุบันพอร์ตหุ้นมีมูลค่ามากกว่า 10 ล้านบาท
แต่พอร์ตหุ้น 95% จะเน้นไปที่หุ้นที่เป็นปัจจัยพื้นฐานที่จะมีการเติบโตในอนาคตเป็นหลัก โดยเลือกหุ้นที่เน้นมีการจ่ายปันผลที่อยู่ในระดับ 810% ซึ่งหุ้นปัจจัยพื้นฐานไม่ใช่ต้องถือยาวตลอดไป หากราคาหุ้นวิ่งขึ้นไประดับเป้าหมายที่ตั้งไว้ก็จะขายทำกำไรไป แต่เหตุผลที่เลือกปัจจัยพื้นฐานเป็นหลักเพราะหากช่วงที่ราคาหุ้นเกิดพลิกผันปรับลง ก็ยังจะได้เงินปันผลเป็นการตอบแทน หรืออย่างหุ้นบางตัวที่ขึ้นลงตามฤดูกาล เช่น กลุ่มสื่อสาร หากราคาปรับลงในระดับที่เราคิดว่าต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานก็จะเข้าไปซื้อก่อนเพื่อรอไปขายช่วงที่เป็นไฮซีซั่นของอุตสาหกรรม
ขณะที่พอร์ตหุ้นอีก 5% ก็จะมีไว้เล่นเพื่อเก็งกำไรระยะสั้นเท่านั้น มีไว้สำหรับพอได้แลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆ ที่ลงทุนด้วยกัน แต่เขาก็จะมีกฎของตัวเองว่าไม่ว่าจะเป็นหุ้นปัจจัยพื้นฐานหรือหุ้นเก็งกำไรระยะสั้น ต้องมีการนำไปศึกษาทำการบ้านดูผลประกอบการ เปรียบเทียบ ดูงบการเงิน ดูแนวโน้มผลประกอบการในอนาคตด้วย
ปัจจุบัน “ภูมิชาย” อายุ 55 ปี เขามองว่าสิ่งสำคัญของนักลงทุนที่ต้องให้ความสำคัญ คือ การลงทุนให้เหมาะสมกับช่วงวัยและสภาพแวดล้อมด้วย เพราะถ้าไม่มีเวลาดูการลงทุนมากหรือมีอายุที่มากขึ้น ก็ไม่ควรเลือกลงทุนอะไรที่เสี่ยงต่อการลงทุนในสัดส่วนที่สูง ประกอบกับควรลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ เพราะตลอดการทำงานแบงก์มาตลอดทำให้รู้ว่า การฝากเงินไว้ที่แบงก์อย่างเดียวประชาชนทั่วไปจะเสียเปรียบ ดอกเบี้ยจากแบงก์ถูกเงินเฟ้อกินไปไปแล้ว ดังนั้นควรหาวิธีการลงทุนและปล่อยให้เงินทำงานไปเรื่อยๆ







