
Options สินค้าทางเลือกในกรณีตลาดขึ้นลงต่างจากที่คาดการณ์
เป็นที่ทราบกันดีว่าสินค้าใน TFEX มีพลังในการสร้างผลกำไรให้กับ ผู้ลงทุนในระดับสูง แต่มักจะมีเงื่อนไขกำหนดว่าจะได้กำไรก็ต่อเมื่อ ผู้ลงทุนนั้นๆ คาดการณ์ทิศทางได้ถูกต้อง ดังนั้น จึงมักพูดถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดผลขาดทุนสูงคู่ไปกับข้อดีของการสร้างกำไร ในครั้งนี้ คอลัมน์ นัดพบ TFEX จะขอนำ Options ซึ่งเป็นสินค้าหนึ่งเดียวที่ผู้ลงทุนสามารถเลือกใช้เพื่อสร้างกำไรมหาศาลแต่สามารถควบคุมผลขาดทุนได้ตามที่กำหนดไว้
เป็นที่ทราบกันดีว่าสินค้าใน TFEX มีพลังในการสร้างผลกำไรให้กับ ผู้ลงทุนในระดับสูง แต่มักจะมีเงื่อนไขกำหนดว่าจะได้กำไรก็ต่อเมื่อ ผู้ลงทุนนั้นๆ คาดการณ์ทิศทางได้ถูกต้อง ดังนั้น จึงมักพูดถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดผลขาดทุนสูงคู่ไปกับข้อดีของการสร้างกำไร ในครั้งนี้ คอลัมน์ นัดพบ TFEX จะขอนำ Options ซึ่งเป็นสินค้าหนึ่งเดียวที่ผู้ลงทุนสามารถเลือกใช้เพื่อสร้างกำไรมหาศาลแต่สามารถควบคุมผลขาดทุนได้ตามที่กำหนดไว้
สินค้าที่มีซื้อขายใน TFEX ส่วนใหญ่เป็นสัญญาฟิวเจอร์สเกือบทั้งหมด ซึ่งผู้ลงทุนหลายๆ ท่านคงคุ้นเคยกับหลักการซื้อล่วงหน้าเมื่อคาดว่าราคาจะขึ้น หรือขายล่วงหน้าเมื่อคาดว่าราคากำลังจะลง เพื่อให้ได้กำไรจากส่วนต่างของราคาดังกล่าว โดยเฉพาะ SET50 Index Futures ที่ถือเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุดของ TFEX แต่ด้วยกลไกการซื้อขายล่วงหน้าที่กำหนดให้มีการคำนวณกำไรขาดทุนทุกวัน เพื่อลดความเสี่ยงว่าคู่สัญญาฝั่งตรงข้ามอาจจะไม่ทำตามสัญญาให้กับทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย จึงทำให้หากซื้อหรือขายล่วงหน้าไว้แล้วผิดทิศทาง ก็จะทำให้เกิดผลขาดทุนทันทีและอาจส่งผลกระทบต่อระดับเงินประกัน จนอาจถูกเรียกหลักประกันเพิ่มเติมได้
นอกจากนี้ ถึงแม้การคาดการณ์ทิศทางถูกต้อง แต่หากระหว่างที่สัญญายังไม่ครบอายุ ราคามีการเคลื่อนไหวไปในทิศทางตรงกันข้ามในระยะสั้นๆ อย่างเช่น SET50 Index ในช่วงที่ผ่านมาที่หลายๆ คนคาดว่าอยู่ในช่วงขาขึ้นและไต่ระดับไปสูงถึง 1,069 จุด เมื่อปลายเดือน ก.ย. แต่ในช่วงกลางเดือน ต.ค. กลับปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 1,012 จุด ก่อนที่จะกลับมาอยู่แถวๆ 1,050 จุด อีกครั้ง ซึ่งหลายคนก็ยังคาดว่าดัชนีจะยังคงอยู่ในขาขึ้นต่อไป แต่หากผู้ลงทุนเลือกที่จะ Long SET50 Futures ตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ก.ย. ก็จะประสบผลขาดทุนจากการลดราคาลงในระหว่างทาง ซึ่งอาจต้องเติมหลักประกันหรือปิดสถานะเพื่อลดความเสี่ยง
ในทางปฏิบัติผู้ลงทุนมีทางเลือกในการสร้างผลกำไรเมื่อคาดว่าราคาในอนาคตจะปรับเพิ่มขึ้นหรือลดลง โดยไม่ต้องกังวลเรื่องโดนเรียกหลักประกันหากดัชนีอาจจะมีการปรับตัวในทิศทางตรงกันข้าม ทั้งในระหว่างที่ถือสัญญาหรือเมื่อสัญญาครบกำหนดอายุ สินค้าที่มีคุณสมบัติพิเศษนี้ คือ สัญญาสิทธิ หรือ Options ซึ่งในปัจจุบันอ้างอิงกับดัชนี SET50 Index
การใช้สัญญา Options ซึ่งเป็นสัญญาสิทธิในการซื้อ (Call) หรือขาย (Put) สินค้าอ้างอิงในอนาคตตามราคาใช้สิทธิที่ระบุ โดยผู้ที่คาดว่าดัชนีจะเพิ่มขึ้นในอนาคตก็สามารถเลือกถือ Call Options เพื่อล็อกราคาซื้อไว้ที่ราคาใช้สิทธิ หากดัชนีปรับเพิ่มขึ้นจริงได้สูงกว่าราคาใช้สิทธิ ก็จะสร้างผลกำไรเท่ากับส่วนต่างของราคาดัชนีและราคาใช้สิทธิซื้อ ในทางตรงกันข้าม หากคาดว่าดัชนีจะปรับตัวลดลงก็สามารถซื้อ Put Options เพื่อล็อกราคาขายไว้ที่ราคาใช้สิทธิ เมื่อเวลาผ่านไปแล้วดัชนีลดลงตามที่คาดและต่ำกว่าระดับราคาใช้สิทธิขายตาม Put Options ที่ซื้อไว้ ผู้ลงทุนก็จะได้ส่วนต่างของราคา ซึ่งจะเห็นได้ว่าผู้ลงทุนสามารถทำกำไรจากการคาดการณ์เกี่ยวกับแนวโน้มผ่านการซื้อ Options ได้เทียบเท่ากับซื้อหรือขาย Futures แล้วแต่ทิศทางที่คาดนั้นเอง
อย่างไรก็ตาม Options มีจุดที่ต่างจาก Futures โดยหากดัชนี เคลื่อนไหวไปในทางตรงกันข้ามกับที่คาด ก็ไม่ทำให้ผู้ซื้อ Options ต้องหาเงินมาเติมหลักประกัน อย่างเช่น ถ้าซื้อ Call Options ไว้แต่ดัชนี SET50 กลับปรับตัวลดลง ผู้ที่ถือ Call Options ซึ่งมีซื้อสิทธิดัชนีที่ราคาใช้สิทธิแต่ระดับอยู่ต่ำกว่าราคาตลาดก็ไม่จำเป็นต้องใช้สิทธิดังกล่าว พูดอีกนัยหนึ่ง คือ Options เป็นสิทธิให้ผู้ถือตัดสินใจในอนาคตไม่ใช่สัญญาผูกพัน ดังนั้นจึงไม่เกิดกรณีที่ผู้ซื้อ Options ต้องวางหลักประกันเพิ่มเติมแต่อย่างใด และเช่นเดียวกันผู้ที่ซื้อ Put Options ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องจะถูกเรียกหลักประกันหรือมีผลขาดทุนจำนวนมากหากดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น
แต่จากที่กล่าวมาข้างต้น ท่านผู้อ่านอย่าเข้าใจผิดนะครับ ว่าการซื้อ Option ไม่มีโอกาสขาดทุน เพราะว่าการที่เราซื้อ Options ไม่ว่าจะเป็น Call หรือ Put Options ผู้ซื้อจะต้องจ่ายค่าพรีเมียมตามราคาที่ตกลงกับคู่กรณีหรือผู้ขาย Options รุ่นดังกล่าว ซึ่งประเด็นนี้ต่างจากการซื้อขายฟิวเจอร์สที่ต้องวางหลักประกันเมื่อตกลงซื้อขายสัญญา ดังนั้นหาก ผู้ลงทุนซื้อ Options ย่อมมีต้นทุน คือ ค่าพรีเมียมที่จ่ายตั้งแต่วันแรกที่ซื้อ เพราะเมื่อเวลาผ่านไปแล้วดัชนีไม่เป็นไปตามที่คาดผู้ที่ซื้อ Options ไปก็ไม่ใช้สิทธิ ดังนั้นค่าพรีเมียมที่จ่ายไปก่อนหน้าที่ถือเป็นต้นทุนก็จะกลายเป็นผลขาดทุนจากการลงทุนครั้งนี้นั่นเอง
จากการซื้อออปชั่นสามารถสร้างกำไรได้เช่นเดียวกับการซื้อขายฟิวเจอร์ส โดยหากกรณีที่คาดการณ์ผิดทิศทาง ผลขาดทุนที่มีโอกาสเกิดขึ้นจำกัดระดับสูงสุดไว้เท่ากับพรีเมียมที่จ่ายซื้อไปครั้งแรก ทำให้หลายๆ คนมักให้นิยาม Options ว่าเป็นสินค้าที่ให้ผลตอบแทนสูงแบบไม่จำกัด แต่สามารถจำกัดผลขาดทุนได้ และถือเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมในตลาดอนุพันธ์ทั่วโลกก็ว่าได้ สำหรับตลาด TFEX ที่หลายๆ คนยังไม่อยากใช้ Options ด้วยเหตุผลที่ยังไม่มีสภาพคล่อง ก็มีข่าวดีว่าตอนนี้ตลาด TFEX ได้รับความร่วมมือจาก บล.เคจีไอ และบริษัท ออสสิริส ฟิวเจอร์ส เข้ามาทำหน้าที่ดูแลสภาพคล่องของ Options โดยเข้ามาเสนอราคาเพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถซื้อขาย Options ได้ตามที่ต้องการมากขึ้น
ทั้งนี้ การใช้งาน Options ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงกลยุทธ์พื้นฐานด้วยการซื้อ Options เพื่อให้ได้สิทธิการซื้อหรือสิทธิการขายสินค้าอ้างอิงในอนาคต ซึ่งเรายังสามารถใช้งาน Options เพื่อออกแบบได้หลากหลาย อย่างเช่น การขาย Options เพื่อให้ได้ค่าพรีเมียม หรือการซื้อ Options หลายๆ ระดับราคาใช้สิทธิ เพื่อสร้างผลตอบแทนตามภาวะตลาด ซึ่งกลยุทธ์แต่ละประเภทมีความเสี่ยงต่างไปจากการถือ Options ที่กล่าวมา และอาจต้องวางหลักประกันเพื่อรองรับความเสี่ยงเพิ่มเติมดังกล่าว โดยในครั้งต่อไป คอลัมน์ นัดพบฯ จะนำมาบอกเล่ากันนะครับ







