
ธุรกิจเพื่อสังคมสิงคโปร์หน้าใหม่เจองานยากในถ้ำเสือ
กระแสการก่อตั้ง “ธุรกิจเพื่อสังคม (โซเชียล เอนเตอร์ไพรส์)” เริ่มวางรากฐานในซีกโลกตะวันตกมาได้ระยะแล้ว
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
กระแสการก่อตั้ง “ธุรกิจเพื่อสังคม (โซเชียล เอนเตอร์ไพรส์)” เริ่มวางรากฐานในซีกโลกตะวันตกมาได้ระยะแล้ว แต่สำหรับในเอเชียธุรกิจประเภทนี้ยังคงเป็นกระแสใหม่และยังไม่มีตัวอย่างดำเนินธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างเห็นได้ชัดมากนัก มิหนำซ้ำบางแห่งถึงกับประสบปัญหาจากสภาพการดำเนินธุรกิจที่ยากลำบากและแข่งขันสูงในปัจจุบัน
สิงคโปร์เป็นประเทศที่ยังขาดประสบการณ์ในการทำธุรกิจเพื่อสังคม และมีผู้ประสบความสำเร็จในธุรกิจด้านนี้น้อย ถึงแม้ว่าสิงคโปร์จะขึ้นชื่อเรื่องการเป็นแหล่งในการลงทุนทำธุรกิจระดับโลกก็ตาม
เว็บไซต์เอเชียวันรายงานอ้างกระทรวงการพัฒนาสังคมและสถาบันครอบครัวสิงคโปร์ว่า ปัญหาที่ธุรกิจเพื่อสังคมแดนลอดช่องส่วนใหญ่ต้องเผชิญเหมือนกันคือปัญหาด้านต้นทุน ที่มาจากค่าเช่าสถานที่ และค่าจ้างแรงงาน ทำให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากความต้องการบริการและสินค้าต่ำ
หนึ่งในธุรกิจทีเจอปัญหาคือ “หลักซาเนีย” ร้านอาหารแบบดั้งเดิมจีนมาเลย์ ธุรกิจแห่งนี้พยายามจ้างผู้ที่มีข้อจำกัดทางปัญญามาช่วยงานในครัว
อย่างไรก็ดี เตซูยิน เจ้าของธุรกิจ เปิดเผยว่า เมื่อไม่นานมานี้หลักซาเนียต้องปิดสาขา 2 แห่ง จากทั้งหมด 4 แห่ง จากยอดขายที่ลดลง
ด้านเอเชียวันระบุว่า จากการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการส่วนใหญ่พบว่าธุรกิจเพื่อสังคมมีปัญหาเหมือนกัน คือ ความพยายามรักษาให้สภาพการเงินกับภารกิจทางสังคมให้สมดุลกันซึ่งนับเป็นเรื่องยากไม่ใช่น้อยทีเดียว
ด้าน ลอเรนซ์ เหลียน ผู้บริหารของศูนย์อาสาสมัครสิงคโปร์ กล่าวว่า เจ้าตัวได้เห็นเจ้าของโซเชียล เอนเตอร์ไพรส์หลายรายที่มีความหวังดีต่อสังคมแต่ต้องเผชิญกับปัญหาในการหารายได้มาหล่อเลี้ยงธุรกิจ เนื่องจากผู้ที่กระโดดเข้าสู่วงการธุรกิจประเภทนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่ขาดประสบการณ์ในการทำธุรกิจในสนามจริง และขาดความเข้าใจสภาพตลาด
“การเป็นผู้ประกอบการว่ายากแล้ว แต่การเป็นผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อสังคมนั้นยากเป็น 2 เท่า” เหลียน กล่าว พร้อมเสริมว่า การทำธุรกิจเพื่อสังคมก็เหมือนการทำธุรกิจอื่นๆ คือต้องมีแผนและกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ดี เพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างราบรื่น
ถึงกระนั้นก็ตาม ผู้ประกอบการชาวสิงคโปร์กลับมีปัญหาในการระดมทุน เนื่องจากทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและสถาบันครอบครัวให้การสนับสนุนราว 5 หมื่นเหรียญสิงคโปร์ (ราว 1.26 ล้านบาท)
ข้อมูลจากสมาคมธุรกิจเพื่อสังคมสิงคโปร์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีโซเชียล เอนเตอร์ไพรส์ในสิงคโปร์อยู่ราว 200300 แห่ง และมีเพียง 170 แห่งเท่านั้น ที่ลงทะเบียนกับทางสมาคม ขณะที่ด้านภาครัฐยังไม่มีการตัดทำฐานข้อมูลสำหรับธุรกิจประเภทนี้โดยเฉพาะเพื่อติดตามการดำเนินธุรกิจ แต่ส่วนใหญ่ยังคงเผชิญปัญหาคล้ายกัน คือ ขาดแคลนสภาพคล่อง
ทั้งนี้ โซเชียล เอนเตอร์ไพรส์ นับเป็นการฉีกกฎการดำเนินธุรกิจกระแสหลักที่เน้นการทำกำไรสูงสุด โดยหันไปเน้นการทำธุรกิจที่สามารถช่วยเหลือสังคมได้โดยมีกำไรหมุนเวียนพออยู่ได้ เรียกได้ว่า “สังคมอยู่รอด ธุรกิจอยู่รอด” ยกตัวอย่าง เช่น ธุรกิจหลักซาเนียที่หันมาจ้างผู้พิการทางสมอง ที่แม้จะมีศักยภาพในการทำงานด้อยกว่าคนปกติ แต่ก็ยินดีจ้างเพื่อเป็นแหล่งรายได้ให้กับคนพิการและแก้ปัญหาสังคม
ธุรกิจโซเชียล เอนเตอร์ไพรส์ จึงเป็นธุรกิจแนวใหม่ที่สามารถเข้ามาเติมเต็มช่องว่างทางสังคมแบบที่ธุรกิจกระแสหลักทำไม่ได้ อย่างไรก็ดีธุรกิจประเภทนี้ยังเป็นธุรกิจใหม่ในตลาด ที่รัฐบาลต้องเข้ามาช่วยพยุงและให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง







