
SAMART กำไรไตรมาส 3 อ่อนแอตามลูก
การวิเคราะห์บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น (SAMART) คาดว่ากำไรของงวดไตรมาส 3 ปี 2557
การวิเคราะห์บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น (SAMART) คาดว่ากำไรของงวดไตรมาส 3 ปี 2557 อยู่ที่ 329 ล้านบาท ลดลงจำนวน 20% เทียบกับไตรมาส 2 และลดลง 16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน นับว่าอ่อนแอตามผลการดำเนินงานบริษัทลูกทั้งบริษัท สามารถเทลคอม (SAMTEL) และบริษัท สามารถ ไอโมบาย (SIM)
ส่วนรายได้ในช่วงไตรมาส 3 ก็มีแนวโน้มที่จะอ่อนตัวลง 14% จากไตรมาส 2 และลดลง 6% เทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 5,542 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทลูกทั้งสองแห่งตามกำลังซื้อผู้บริโภคที่ยังอ่อนแอ และกับการส่งมอบงานที่ลดลง ทำให้รายได้ของ SAMTEL ในช่วงไตรมาส 3 ลดลงไปถึง 38% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะเดียวกัน SIM มีการเลื่อนรับรู้รายได้จากการขายมือถือล็อตใหญ่ให้แก่บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) ออกไปเป็นไตรมาส 4 ทำให้รายได้ในช่วงไตรมาส 3 ปรับตัวลดลง 22% จากไตรมาสก่อน แต่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 2% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
“SAMART ถือหุ้น SIM สัดส่วน 70% รับรู้ส่วนแบ่งกำไร จำนวน 112 ล้านบาท ถือ SAMTEL 70% กำไรจำนวน 111 ล้านบาท ถือ OTO 68% รับรู้กำไรจำนวน 18 ล้านบาท และกำไรจากธุรกิจอื่นๆ อีกราว 130 ล้านบาท”
เราจึงคงประมาณการกำไรทั้งปี 2557 คงเดิมที่ 1,800 ล้านบาท เนื่องจากคาดไตรมาส 4 กำไรฟื้นตัวจากการขายเซตท็อปบ็อกซ์ คาดว่ากำไรปกติ จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยราว 3% จากปีก่อนมาอยู่ที่ 1,144 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเพียง 66% ของประมาณการกำไรทั้งปี 2557
สำหรับในไตรมาส 4 มีโอกาสที่จะเห็นกำไรของ SAMART เติบโตโดดเด่น เนื่องจาก 1.ธุรกิจรับเหมาวางระบบงานไอทีมีแผนส่งมอบงานจำนวนมากในไตรมาสนี้ 2.ข้อตกลงการซื้อขายมือถือกับ DTAC จำนวน 5 แสนเครื่อง มีการส่งมอบในไตรมาส 4 ทำให้กำไรของ SIM จะเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างมาก 3.คาดว่าจะขายกล่องดิจิทัลทีวี เซตท็อปบ็อกซ์ ได้ราว 1.5 ล้านกล่อง และเสาอีก 1 ล้านชุด ในเบื้องต้นเราจึงยังคงประมาณการกำไรปกติปี 2557 ที่ 1,732 ล้านบาท และกำไรสุทธิที่ 1,821 ล้านบาทในปีหน้า ซึ่งบริษัทตั้งเป้ายอดขายกล่อง 2 ล้านกล่อง มูลค่าราว 1,400 ล้านบาท และยอดขายเสา 2 ล้านชุด มูลค่า 500 ล้านบาท ขณะที่คาดอัตรากำไรจากการขายอุปกรณ์เซตท็อปบ็อกซ์ที่ประมาณ 10% หรือคิดเป็นกำไรส่วนเพิ่มที่จะเข้ามาราว 190 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจอื่นๆ คาดว่าจะฟื้นตัวดีขึ้น อาทิ ธุรกิจวางระบบงานไอทีของ SAMTEL ที่น่าจะได้รับผลดีจากนโยบายดิจิทัลอีโคโนมี และ SIM ตั้งเป้ายอดขายมือถือเพิ่ม จึงคาดรายได้ปี 2558 อยู่ที่ 3.2 หมื่นล้านบาท และกำไรปกติเติบโต 19% มาอยู่ที่ 2,100 ล้านบาท
ในที่ประชุมนักวิเคราะห์วานนี้ ทางผู้บริหารของ SAMART ให้ข้อมูลว่า บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาแผนการลงทุนในธุรกิจพลังงาน ประกอบด้วย 1.พลังงานทดแทน ซึ่งคาดว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ ขนาดโครงการรวมประมาณ 100 เมกะวัตต์ (หรือแบ่งเป็นโครงการย่อย โครงการละ 10 MW) 2.โรงไฟฟ้าถ่านหิน ในกัมพูชา ซึ่งคาดว่าจะมีขนาดใหญ่ 1,500 เมกะวัตต์ ผู้บริหารคาดว่าจะต้องใช้งบลงทุนสำหรับธุรกิจโรงไฟฟ้าอยู่ที่ 2 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 60 ล้านบาท/เมกะวัตต์ บริษัทจะใช้การกู้ยืมจากสถาบันการเงิน ซึ่งยังมีวงเงินกู้ยืมได้อีกราว 1.4 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตาม เรายังไม่มีข้อมูลและความชัดเจนเพียงพอที่จะประเมินโอกาสทางธุรกิจพลังงานของ SAMART จึงยังไม่รวมในประมาณการปรับเพิ่มมูลค่าเหมาะสมของ SAMART ขึ้นเป็น 32.50 บาท แต่แนะนำเพียง “ถือ” เนื่องจากราคาหุ้นปัจจุบันถือว่าเต็มมูลค่าแล้ว และมีอัตราปันผลสำหรับปี 2557-2558 เหลือเพียง 3% ต่อปี แต่บริษัทยังมีประเด็นเก็งกำไรจากแผนการลงทุนในธุรกิจพลังงาน คาดว่าจะมีความคืบหน้าออกมาเร็วๆ นี้เป็นปัจจัยสนับสนุนราคาหุ้นระยะสั้น







