
ไทยเบฟบุกอาเซียนปั้น"เอส"ลุยมาเลเซียปีหน้า
ภายหลังที่ไทยเบฟเวอเรจ ประกาศวิชั่น 6 ปีชัดเจน ถึงการรุกกลุ่มธุรกิจนันแอลกอฮอล์
โดย...รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย
ภายหลังที่ไทยเบฟเวอเรจ ประกาศวิชั่น 6 ปีชัดเจน ถึงการรุกกลุ่มธุรกิจนันแอลกอฮอล์ หรือเครื่องดื่มปราศจากแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยสินค้าต้องเป็น 1 ใน 2 ผู้นำตลาดอาเซียนเท่านั้น พร้อมกับเคลื่อนทัพบุกตลาดต่างประเทศ โดยปักธงอาเซียน ว่ากันว่าเศรษฐกิจใหญ่มากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก เมื่อรวมอาเซียน+3 +6 +9 ประเทศ
ฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ เปิดเผยว่า ยุทธศาสตร์ไทยเบฟเวอเรจระหว่างปี 2558-2563 นำสินค้าเรือธงของเครือไทยเบฟ ออกไปทำตลาดในอาเซียน โดยวางเป้าหมายกลุ่มเครื่องดื่มนันแอลกอฮอล์ มีสัดส่วนรายได้เพิ่มจาก 2530% เป็นมากกว่า 50% และรายได้จากต่างประเทศจะเพิ่มจาก 24% เป็นกว่า 50% เช่นเดียวกัน พร้อมกับตั้งเป้าทุกปีต้องมีอัตราเติบโต 12-15% ใน 3 ปีข้างหน้านี้รายได้จะทะลุ 2 ล้านล้านบาท จากปีที่ผ่านมาราว 1.55 แสนล้านบาท
ในส่วนกลุ่มธุรกิจนันแอลกอฮอล์ ดาโต๊ะ อึ้ง จุย เซีย ประธานกรรมการบริหารกลุ่มนันแอลกอฮอล์ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ กล่าวว่า ปีหน้าจะนำเครื่องดื่มเกลือแร่อัดก๊าซภายใต้แบรนด์ “ฮันเดรด พลัส” เข้ามาทำตลาดในไทยไตรมาสแรก วางตำแหน่งเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ นอกจากนี้จะวางแผนเปิดตลาดพม่า ลาว และกัมพูชา ขณะที่เสริมสุขจะเริ่มส่งออกเครื่องดื่ม/น้ำอัดลมเอสเปิดตลาดมาเลเซียในไตรมาส 2 ซึ่งเป็นสินค้าตัวที่ 2 ต่อจากชาเขียวโออิชิที่เข้าไปทำตลาดมาเลเซีย วางเป้าหมายให้เอสก้าวสู่ระดับออริจินัลแบรนด์ และก้าวสู่อินเตอร์แบรนด์ต่อไปในอนาคต
เหตุผลที่บริษัทเลือกสินค้าในเครือไทยเบฟ เปิดตลาดมาเลเซียก่อนที่จะเป็นสิงคโปร์ เนื่องจากเอฟแอนด์เอ็นมีความแข็งแกร่งมากในมาเลเซีย โดยเครื่องดื่มเกลือแร่ฮันเดรด พลัส สามารถมีส่วนแบ่งถึง 40% ในตลาดเครื่องดื่มโดยรวม มากกว่าค่ายยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่างเป๊ปซี่และโค้กด้วยซ้ำ หากเทียบกับตลาดเครื่องดื่มเกลือแร่มีส่วนแบ่ง 86% และก่อนหน้านี้เอฟแอนด์เอ็นได้ปูทางแบรนด์ฮันเดรด พลัส บุกตลาดอาเซียน ด้วยการเข้าเป็นสปอนเซอร์การแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ปีนี้
ปัจจุบันรายได้ของเอฟแอนด์เอ็นมีสินค้าในพอร์ตโฟลิโอทั้งในกลุ่มเครื่องดื่มอัดลมและไม่อัดลม โดยที่ผ่านมาการทำตลาดเอฟแอนด์เอ็นจะเน้นตลาดสิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย ที่เหลือยังไม่ได้เข้าไปทำตลาดอย่างจริง แต่รายได้จากต่างประเทศถึง 90% ที่เหลืออีก 10% รายได้มาจากสิงคโปร์
ด้านกลุ่มโออิชิ ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญสำหรับการขยายตลาดต่างประเทศ มารุต บูรณะเศรษฐกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชาเขียวโออิชิ กล่าวว่า หลังจากโออิชิเข้าไปทำตลาดในมาเลเซีย วางแผนจะขยายตลาดเวียดนามและพม่าในเชิงรุกมากขึ้น ซึ่งโออิชิจะเป็นหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนที่ผลักดันรายได้ต่างประเทศของไทยเบฟ มากกว่า 50% โดยที่โออิชิต้องมีรายได้จากต่างประเทศ 20-30% จากปัจจุบันมีรายได้ราว 10% เท่านั้น
ขณะที่กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หลังจากที่ปรับโครงสร้างภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากราคา ณ หน้าโรงงาน มาสู่ราคาขายส่งในช่วงสุดท้าย ส่งผลให้ตลาดเบียร์มูลค่า 1.25 แสนล้านบาท ติดลบ 7% และตลาดเหล้าสี หดตัว 10-11% ยังไม่รวมถึงแนวทางปรับโครงสร้างภาษีราคาขายปลีกในช่วงสุดท้ายที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ทำให้บริษัทต้องเริ่มกลับหันมาสร้างการเติบโตตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น
อวยชัย ตันทโอภาส ดำรงตำแหน่งกรรมการรองผู้อำนวยการใหญ่ สายบริหารการขายสายธุรกิจสุรา บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ กล่าวว่า เป้าหมายการเข้าไปทำตลาดอาเซียนในกลุ่มสุรา จะใช้แบรนด์แม่โขงรวงข้าว และเบลนด์ 285 และ 285 ซิกเนเจอร์ จะเจาะประเทศเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และพม่า ยกเว้นแต่ประเทศมุสลิมบริษัทจะไม่เข้าทำตลาดแน่นอน โดยแม่โขงเจาะช่องทางโรงแรมทั่วโลก จากปัจจุบันรายได้หลักมาจาก 4 ประเทศ ไทย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และพม่า สัดส่วนถึง 85% ส่วนตลาดบนจะสร้างทีมกระจายสินค้าเริ่มเดือน ม.ค.นี้ ประเดิมวิสกี้ old putteney ราคา 8 หมื่นบาท จะเข้ามาทำตลาดในไทย
ฮวงฮงเป็ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ กล่าวว่า กลุ่มเบียร์บริษัทจะเข้าไปทำตลาดอาเซียน บริษัทมุ่งเน้นทำตลาดเบียร์ระดับพรีเมียม แตกต่างจากในไทยเบียร์ช้างจะเป็นเบียร์ระดับล่าง พร้อมทั้งยังสนใจซื้อเบียร์จากเยอรมนี ญี่ปุ่น เข้ามาเสริมพอร์ตโฟลิโอ นอกจากนี้ภารกิจอันท้าทายในประเทศไทย คือ การทวงตำแหน่งผู้นำเบียร์ช้าง ด้วยการเพิ่มส่วนแบ่งจาก 30% เป็น 45% ขณะที่ปัจจุบันกลุ่มเบียร์สิงห์ เป็นผู้นำ 70% จากตลาดเบียร์โดยรวม
การขับเคลื่อนในกลุ่มเครื่องดื่มนันแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แน่นอนว่าไทยเบฟ ใช้ความแข็งแกร่งระบบโลจิสติกส์ของทางเอฟแอนด์เอ็น ในมาเลเซีย สิงคโปร์ รวมทั้งเครือข่ายที่มีอยู่ทั่วโลกของบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล เบฟเวอเรจ อาทิ ในยุโรป เป็นต้น ปลุกปั้นให้ก้าวขึ้นมาเป็น 1 ใน 5 ผู้นำเครื่องดื่มในเอเชียนั่นเอง







