
เครือไทยยูเนี่ยนฯหันบุกเนื้อปลาในไทย
“ลัคกี้” บุกอาหารแปรรูปเนื้อปลาไทยในอาเซียน แตกไลน์พรีเมียมชิงแชร์พีเอฟพี อัด 1,000 ล้าน ขยายผลิต
“ลัคกี้” บุกอาหารแปรรูปเนื้อปลาไทยในอาเซียน แตกไลน์พรีเมียมชิงแชร์พีเอฟพี อัด 1,000 ล้าน ขยายผลิต
น.ส.วันทนี แสงอุทัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลัคกี้ ยูเนี่ยน ฟู้ดส์ ในเครือบริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารแปรรูปแช่แข็งจากเนื้อปลาแบรนด์ลัคกี้ เปิดเผยว่า ปีหน้าบริษัทปรับแผนหันมาทำตลาดในไทยมากขึ้น จากก่อนหน้านี้รุกตลาดต่างประเทศมาเกือบ 20 ปี เนื่องจากเห็นโอกาสตลาดอาหารแปรรูปแช่แข็งจากเนื้อปลา 5,000 ล้านบาท โต 10% ต่อเนื่องทุกปี จากธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นเติบโต
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยบวกการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซีปีหน้า บริษัทเห็นโอกาสเติบโตในประเทศเพื่อนบ้าน
ทั้งนี้ บริษัทได้ลงทุนระหว่างปี 2557-2558 ราว 1,000 ล้านบาท ขยายกำลังการผลิต 2 โรงงาน ได้แก่ โรงงานที่มหาชัย เพิ่มกำลังผลิตจาก 2 หมื่นตัน เป็น 3 หมื่นตัน สำหรับทำตลาดในประเทศและส่งออกประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนโรงงานที่โปแลนด์เพิ่มกำลังผลิตจาก 6,000 ตัน เป็น 1 หมื่นตัน ส่งออกครอบคลุม 25 ประเทศในยุโรป
สำหรับแผนตลาดในไทย ลัคกี้จะเดินหน้าขยายตลาดอาหารแปรรูปจากปลาในระดับพรีเมียม ทุ่มงบตลาด 30 ล้านบาท เปิดตัวสินค้าใหม่ 34 รายการ พร้อมทั้งขยายช่องทางจัดจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อ หลังทำตลาดระดับล่างผ่านตลาดสดเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา อีกทั้งเปิดร้านจำหน่ายอาหารแปรรูปจากปลา ลัคกี้ มาร์ท ราว 5 คูหา และเตรียมใช้งบอีก 60 ล้านบาทเปิดเพิ่ม 23 สาขา หากประสบความสำเร็จเตรียมเปิดขายแฟรนไชส์ในอนาคต
ขณะที่ตลาดอาเซียนกำลังวางแผนเปิดตลาดกัมพูชาในรูปแบบตั้งตัวแทนจัดจำหน่ายร้านลัคกี้ มาร์ท เช่นเดียวกับลาวและพม่าที่ไปทำตลาดกว่า 1 ปี โดยเป้า 5 ปี บริษัทคาดมีรายได้ 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ในประเทศสัดส่วนเพิ่มจาก 20% เป็น 50% หรือราว 1,500 ล้านบาท ส่วนต่างประเทศสัดส่วนจาก 80% เหลือ 50% หรือราว 1,500 ล้านบาท
น.ส.วันทนี กล่าวว่า ภาพรวมการแข่งขันตลาดอาหารแปรรูปจากเนื้อปลามี 78 ราย โดยรายใหญ่มีพีเอฟพีและทวีวงศ์ ปีหน้าบริษัทคาดว่าลัคกี้จะมีส่วนแบ่งเกือบ 10% ของตลาดรวม 5,000 ล้านบาทส่วนรายได้รวมสิ้นปีนี้ 1,800 ล้านบาท หรือมีอัตราเติบโต 10% และจากการรุกตลาดภายในประเทศ ปีหน้าตั้งเป้ารายได้ราว 400 ล้านบาท แบ่งเป็น รายได้กลุ่มสินค้าระดับบนต้องเติบโต 20% จากปัจจุบันมีสัดส่วน 5% ของรายได้รวม ส่วนสินค้าระดับล่างสัดส่วนรายได้ 95%







