
ทีวีดิจิทัลฟองสบู่รอวันแตก?
ทีวีดิจิทัลเป็นหนึ่งในธุรกิจร้อนแรงแห่งปี และหอมหวนจนกระทั่งเศรษฐีน้อยใหญ่ของไทยกระโดดลงเข้าเล่น หวังเป็น “ขุมทอง”
ทีวีดิจิทัลเป็นหนึ่งในธุรกิจร้อนแรงแห่งปี และหอมหวนจนกระทั่งเศรษฐีน้อยใหญ่ของไทยกระโดดลงเข้าเล่น หวังเป็น “ขุมทอง” แหล่งใหม่สร้างรายได้ในอนาคต แต่หลายฝ่ายมองว่าตลาดนี้ไม่ง่ายอย่าง ที่คิด เนื่องจากยังเต็มไปด้วยปัญหาและอุปสรรค เม็ดเงินลงทุนทั้งหมดกว่า 1 แสนล้านบาท จาก 24 ช่อง หลังการประมูลจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา กำลังถูกตั้งคำถามตามมาว่า จะเป็นฟองสบู่แสนล้านที่กำลังรอวันแตกหรือไม่
Forbes Thailand ฉบับเดือน พ.ย. เรื่องปก “Digital TV เดิมพันแสนล้าน ฟองสบู่ลูกใหม่ รอวันแตก?” ระบุว่า ธุรกิจทีวีดิจิทัลกำลังเป็นหนึ่งในเดิมพันครั้งใหญ่ของเศรษฐีไทยที่มีความแข็งแกร่งทางการเงิน ที่ต้องการจะเกิดในตลาดนี้อย่างเต็มตัว
ปัจจุบันมีเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์ปีละราว 7 หมื่นล้านบาท โดยช่อง 3 และ 7 ครองส่วนแบ่งรวมกันราว 70% ขณะที่งบโฆษณาของทีวีดิจิทัลคาดปีนี้ 4,000 ล้านบาท โจทย์จากนี้ไปคือว่า เศรษฐีน้อยใหญ่เหล่านี้จะมีแผนธุรกิจอย่างไรให้ช่องของตัวเองมีเม็ดเงินโฆษณาไหลเข้ามาให้มากที่สุด เพื่อหล่อเลี้ยงธุรกิจให้อยู่ได้เหมือนที่ตั้งใจไว้
นิตยสารหัวนอกรายเดือนได้รวบรวมรายชื่อเศรษฐีไทยที่จัดโดย Forbes ปี 2014 ที่กระโดดเข้าร่วมวางเดิมพันกับธุรกิจนี้ อาทิ กฤตย์ รัตนรักษ์ ประธานกรรมการ บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และ วิทยุ เศรษฐีอันดับ 5 ปี 2014 มีทรัพย์สิน 1.66 แสนล้านบาท ได้ช่องเอชดี มูลค่าประมูล 3,370 ล้านบาท ขณะที่ ประวิทย์ มาลีนนท์ ประธานกรรมการ บริษัท บีอีซี เวิลด์ เศรษฐีอันดับ 9 ปี 2014 มีทรัพย์สิน 5.54 หมื่นล้านบาท ในชื่อของ วิชัย ผู้เป็นบิดา ประมูลได้ 3 สถานี มูลค่าทั้งหมด 6,000 ล้านบาท และ นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ เจ้าของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เศรษฐีอันดับ 8 มีมูลค่าทรัพย์สิน 7.5 หมื่นล้านบาท ได้ช่องเอชดี มูลค่าประมูล 3,460 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีเศรษฐีอื่นๆ ที่ถูกรวบรวมข้อมูลโดยทีมงาน Forbes Thailand
ผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมทีวีมองว่าจากนี้ไปทีวีไทยจะถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ดังนั้นผู้ประกอบการทั้งรายใหม่และเก่าจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานไปอย่างสิ้นเชิง จากนี้ไปผู้ประกอบการต่างๆ จะพบว่าการอยู่รอดในตลาดที่เปิดเสรีเช่นนี้จะยากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะ องอาจ สิงห์ลำพอง ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ช่อง 8 ในเครือบริษัท อาร์เอส ให้ความเห็นว่า คงต้องดูกันอีก 3 ปี ว่าใครจะอยู่หรือจะตายในธุรกิจนี้ เพราะเป็นช่วงเวลาที่เครือข่ายได้เข้าถึงกลุ่มคนในวงกว้างมากที่สุดในประเทศ เมื่อถึงเวลานั้นตลาดจะกลายเป็นสนามแข่งขันที่เต็มรูปแบบ
สุทธาทิพย์ พีรทรัพย์ นักวิเคราะห์ที่บมจ.หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง เสริมว่า “ในโลกธุรกิจ แน่นอนว่าไปไม่รอดมันต้องมี” ขณะที่ดิษฐนพ วัธนเวคิน นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ที่ บล.เคเคเทรด เชื่อว่าเม็ดเงินโฆษณาทั้งหมดที่มีอยู่สามารถกระจายไปให้ผู้ประกอบทั้งหลายอยู่ได้ ถ้าเขาเหล่านั้นสามารถหาตลาดตัวเองเจอโดยวางคอนเซ็ปต์ของช่องที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม เขาไม่เชื่อว่าธุรกิจนี้เป็น “ฟองสบู่” เหมือนอย่างที่หลายคนตั้งคำถาม แน่นอนว่าทีวีปัจจุบันช่อง 3, 7 และ 9 จะเหนื่อยมากขึ้น โดยเฉพาะช่อง 9 จะสูญเสียรายการดีไปเพราะผู้ผลิตหลายรายมีช่องเป็นของตนเอง ขณะที่ช่องมาแรงคือ ช่อง 8 ของอาร์เอส, ช่อง 23 ของเวิร์คพอยท์ , ช่อง 22 ของเนชั่น, ช่อง 29 ของโมโน และช่อง 32 ไทยรัฐ ทีวี







