posttoday
การรับสารภาพต่อหน้าสื่อมวลชน

การรับสารภาพต่อหน้าสื่อมวลชน

06 พฤศจิกายน 2557

ช่วงนี้มีคดีสำคัญสะเทือนขวัญหลายคดี เช่น คดีฆ่านักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ 2 คน ที่เกาะเต่า

ช่วงนี้มีคดีสำคัญสะเทือนขวัญหลายคดี เช่น คดีฆ่านักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ 2 คน ที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี คดี 2 สามีภริยาชาวไทยฆ่าหั่นศพชาวญี่ปุ่น คดีฆ่าหั่นศพที่ จ.จันทบุรี และคดีอื่นๆอีกหลายคดีเกี่ยวกับการฆ่าหั่นศพ มีท่านผู้อ่านหลายท่านสอบถามมาเกี่ยวกับการรับสารภาพของผู้ต้องหาหรือผู้ถูกจับกุมต่อหน้าสื่อมวลชน และชาวบ้านที่มารุมดูการทำแผนเป็นจำนวนมาก จะมีเหตุผลหนักแน่นเพียงพอที่ศาลจะเชื่อและรับฟังลงโทษผู้กระทำความผิดได้มากน้อยเพียงใด และถ้าจำเลยให้การปฏิเสธในชั้นศาลจะทำได้หรือไม่อย่างไร การนำสืบว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจข่มขู่ ทำร้ายร่างกาย บังคับให้รับสารภาพ มีน้ำหนักมากน้อยเพียงใด ศาลจะเชื่อผู้ต้องหาหรือเชื่อตำรวจ

ทนายคลายทุกข์ขออธิบายท่านผู้อ่านเป็นรายประเด็นดังนี้

ประเด็นแรก คำรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ถ้ารับสารภาพด้วยใจสมัคร ไม่ได้ถูกบังคับขู่เข็ญ รับฟังเป็นพยานหลักฐานพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 226

ประเด็นที่สอง คำรับสารภาพของผู้ต้องหาในชั้นจับกุม ถ้าผู้ต้องหาต้องรับสารภาพเพราะถูกขู่เข็ญจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือถูกหลอกลวง หรือจูงใจ หรือให้คำมั่นสัญญาว่าจะปล่อยตัวไป หรือจะกันไว้เป็นพยาน ผู้ต้องหาจึงยอมพูดออกมาว่า ขอรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ถ้าเป็นกรณีดังที่กล่าวมา ตามกฎหมายถือว่าคำรับสารภาพเกิดขึ้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ต้องห้ามรับฟังเป็นพยานหลักฐานพิสูจน์ความผิดจำเลยได้หรือที่เรียกกันในวงการกฎหมายว่า บทตัดพยาน ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 226

ประเด็นที่สาม ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม แต่ปฏิเสธในชั้นสอบสวนและปฏิเสธในชั้นศาล ถ้าศาลฟังว่าจำเลยกระทำความผิดจริงตามฟ้อง จะลดโทษให้ 1 ใน 3 ของโทษที่ศาลจะลง แต่ถ้ารับสารภาพในชั้นจับกุมและปฏิเสธในชั้นสอบสวน จำเลยก็ยังพอมีข้อต่อสู้ว่าเป็นผลจากการข่มขู่ของชุดจับกุมแล้ว จึงให้การปฏิเสธที่พอมีน้ำหนักอยู่บ้าง แต่ถ้าให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนถึง 2 ครั้ง โดยไม่ปรากฏเหตุที่ถูกข่มขู่ การปฏิเสธในชั้นศาล ส่วนใหญ่ศาลมักจะไม่ค่อยรับฟัง ยกเว้นจำเลยมีพยานหลักฐานเด็ดที่มีคุณค่าเชิงพิสูจน์ เช่น วิดีโอเทป วงจรปิด DNA ข้อมูลการใช้โทรศัพท์ เอกสารการเดินทางเข้าออกประเทศ เอกสารการใช้บัตรเครดิต เป็นต้น จึงจะสามารถหักล้างพยานโจทก์ได้

ประเด็นที่สี่ การรับสารภาพต่อหน้าสื่อมวลชนและชาวบ้านจำนวนมาก ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่า เป็นการยากต่อการที่เจ้าพนักงานตำรวจจะข่มขู่หรือหลอกลวง ดังนั้นจึงมีน้ำหนักและมีเหตุผลหนักแน่นเพียงพอที่จะนำคำรับสารภาพ เทปบันทึกภาพพร้อมเสียงที่บันทึกไว้ มาสืบประกอบกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ ก็เพียงพอที่จะรับฟังลงโทษจำเลยได้ เช่น นำมาประกอบกับ DNA ที่พบในตัวผู้ตาย หรือนำมาสืบประกอบกับอาวุธปืนที่ใช้ยิงผู้ตาย หรือนำมาสืบประกอบกับทรัพย์สินของผู้ตายที่พบในบ้านของจำเลย เป็นต้น

ตัวอย่างคดีที่จำเลยรับสารภาพต่อหน้าสื่อมวลชนและกลับคำให้การในชั้นศาล แต่ศาลไม่เชื่อจำเลยและพิพากษาลงโทษจำเลย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9/2545

ชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพและนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพโดยกระทำต่อหน้าสื่อมวลชนและชาวบ้านเป็นจำนวนมาก ยากต่อการที่เจ้าพนักงานตำรวจจะข่มขู่หรือหลอกลวง ศ. ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ก็ได้ยินถ้อยคำที่จำเลยให้การรับสารภาพ ประกอบกับจำเลยเคยรับราชการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมาเกือบ 20 ปี ย่อมทราบดีว่าข้อกล่าวหาฆ่าบุพการีมีโทษถึงประหารชีวิต คงไม่ยอมรับสารภาพหากมิได้กระทำความผิดจริง

ทั้งในคำให้การรับสารภาพมีรายละเอียดต่างๆ ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องที่จำเลยเชื่อว่าที่ ผ. มารดาจำเลยไม่ยอมให้ยืมเงินเป็นเพราะ ล. น้องสาวจำเลยซึ่งมีร่างกายไม่สมประกอบขัดขวาง จำเลยจึงตัดสินใจที่จะฆ่าโดยหลอก ล. ให้ช่วยขนของที่กองไว้หลังบ้าน ในขณะที่ ล. เดินไปหลังบ้านจำเลยก็ใช้ไม้เนื้อแข็งตีไปที่กกหูและศีรษะของ ล. อย่างแรง ผ. ซึ่งเดินตามหลังมาต่อว่าจำเลย จำเลยจึงใช้ไม้ดังกล่าวตีไปที่ใบหน้าของผ. หลายครั้ง จากนั้นจึงเดินทางหนีไป จ.เชียงใหม่ เชื่อได้ว่าจำเลยให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจ นอกจากนี้จำเลยยังรับสารภาพต่อ ย. บิดาจำเลยหลังเกิดเหตุประมาณ 7 วันว่าได้ฆ่าผู้ตายทั้งสองจริงเพราะน้อยใจ และยังปรากฏข้อเท็จจริงอีกว่าจำเลยไม่ไปร่วมงานศพเพิ่งไปในวันเผา ทั้งที่จำเลยทราบข่าวการตายตั้งแต่วันแรก อันถือเป็นข้อพิรุธเพราะจำเลยอาจเตรียมหาช่องทางในทางต่อสู้คดีได้

พฤติการณ์แวดล้อมดังกล่าวเมื่อฟังประกอบคำรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวน ฟังได้มั่นคงว่าจำเลยเป็นคนร้ายฆ่าผู้ตายทั้งสองจริง ส่วนที่จำเลยอ้างฐานที่อยู่และส่งบัตรโดยสารเครื่องบินเป็นพยานนั้นก็ปรากฏว่าบัตรดังกล่าวมีรอยลบเป็นพิรุธ และที่ ส. พยานจำเลยเบิกความว่าเป็นผู้เช่ารถยนต์ของจำเลยให้ไปส่งที่ จ.แม่ฮ่องสอน ในวันที่ 21 พ.ย. แต่ได้เลื่อนเป็นวันที่ 23 เดือนเดียวกัน ในวันที่ 21จึงให้จำเลยพาคณะไปเที่ยวภายใน จ.ลำปาง นั้นก็ไม่อาจยืนยันว่าวันที่ 20 คืนเกิดเหตุจำเลยอยู่ ณที่ใด ทั้งระยะเวลาการเดินทางจาก จ.อ่างทอง ที่เกิดเหตุไปยัง จ.ลำปาง สามารถใช้เวลาเดินทางไปถึงได้ในคืนเดียว สำหรับใบเสร็จรับเงินของโรงแรมที่จำเลยส่งอ้างเพื่อแสดงว่าได้พักอยู่ในโรงแรมในคืนเกิดเหตุนั้น ก็มีรอยเขียนทับวันที่ที่ออกใบเสร็จรับเงินจึงเป็นพิรุธเช่นกัน พยานจำเลยไม่อาจหักล้างพยานโจทก์ได้

ตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 227 ให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง อย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น

เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย

ผู้กระทำความผิดอาจจะหนีกฎหมายได้ แต่หนีกฎแห่งกรรมไม่ได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท