
อย่าเหมาเข่ง
ถ้าใครรู้จักคนเมียนมาร์ดีจะบอกได้ว่าเขาเป็นพุทธศาสนิกชนที่เคร่งขนาดไหน เคร่งขนาดที่รัฐบาลเขาสร้างโรงธรรมะ หรือ “ดะหม่ะโย่ว” ไว้ที่ใจกลางชุมชนในทุกหมู่บ้าน ทุกวันพระเขาจะนิมนต์พระนักเทศน์มาแสดงธรรม ชาวบ้านก็มาทำบุญฟังธรรมและทำทานด้วยการทำอาหารมาแบ่งปันให้กันและกัน นอกจากนี้ทุกวันพระคนเมียนมาร์เขามักจะถือศีล 8 หรือศีล 10 กันอีกด้วย ถ้าเป็นช่วงเข้าพรรษา อะไรที่เป็นงานมงคล คนเมียนมาร์เขาจะไม่จัดเลย ไม่ว่าจะเป็น งานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ เขาจะรอจนถึงวันออกพรรษา หรือ “ต๊ะดินจุ๊ด”
ถ้าใครรู้จักคนเมียนมาร์ดีจะบอกได้ว่าเขาเป็นพุทธศาสนิกชนที่เคร่งขนาดไหน เคร่งขนาดที่รัฐบาลเขาสร้างโรงธรรมะ หรือ “ดะหม่ะโย่ว” ไว้ที่ใจกลางชุมชนในทุกหมู่บ้าน ทุกวันพระเขาจะนิมนต์พระนักเทศน์มาแสดงธรรม ชาวบ้านก็มาทำบุญฟังธรรมและทำทานด้วยการทำอาหารมาแบ่งปันให้กันและกัน นอกจากนี้ทุกวันพระคนเมียนมาร์เขามักจะถือศีล 8 หรือศีล 10 กันอีกด้วย ถ้าเป็นช่วงเข้าพรรษา อะไรที่เป็นงานมงคล คนเมียนมาร์เขาจะไม่จัดเลย ไม่ว่าจะเป็น งานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ เขาจะรอจนถึงวันออกพรรษา หรือ “ต๊ะดินจุ๊ด”
เมื่อถึงวัน “ต๊ะดินจุ๊ด” งานมงคลที่เว้นมาตลอด 3 เดือน ก็จะเริ่มจัดกันคึกคักทั่วประเทศ ที่น่าสนใจก็คือ ผู้คนจะจับจ่ายใช้สอยกันอย่างหนักในช่วงนี้ ถือเป็นช่วงที่ธุรกิจขายดีที่สุด ถ้าใครไปเมียนมาร์ในช่วงนี้ก็จะเห็นห้างร้านต่างๆ ขึ้นป้าย “ต๊ะดินจุ๊ด เซลล์” หรือ “ออกพรรษา เซลล์” กันทั่วเมือง
เมืองและศาสนสถานสำคัญๆ จะมี “ตำนาน” เล่าขานที่มาของการก่อสร้างซึ่งเกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนาทุกที่ เช่น เมืองหงสาวดี ที่เดิมคนเมียนมาร์เรียก “ฮันดะหวะดี” แต่ในปัจจุบันเรียก “บาโก” นั้น ก็มีตำนานเล่าว่า เดิมพื้นที่ตรงนี้จะเป็นทะเลสาบเกือบทั้งหมด เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จผ่านเมืองนี้ พร้อมกับพระอรหันต์ 500 รูป บังเอิญมีหงส์คู่หนึ่งอยากจะกราบพระพุทธเจ้า แต่เนื่องจากมีพื้นดินเล็กมากๆ เพียงพอแค่หงส์ตัวเดียวที่จะเกาะได้ หงส์ตัวผู้จึงเป็นตัวที่ยืนบนพื้นดินขณะที่หงส์ตัวเมียเกาะหลัง ทำให้หงส์ทั้งคู่สามารถกราบพระพุทธเจ้าได้ เมื่อพระพุทธเจ้าเห็นดังนั้นจึงทรงบอกพระอรหันต์ว่านี่เป็นนิมิตที่ดี ต่อไปในภายภาคหน้าจะมีกษัตริย์คู่หนึ่ง (ตะเบงชะเวตี้และบุเรงนอง) มาสร้างเมืองนี้ให้เป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่ และทรงตั้งชื่อให้ล่วงหน้าว่า “ฮันดะหวะดี” สัญลักษณ์ของเมืองจึงเป็นรูปหงส์สองตัวขี่กันอยู่
คนเมียนมาร์เขาเคร่งมากขนาดที่ว่าเวลาเข้าวัดเขาจะถอดรองเท้าและเดินเท้าเปล่าเข้าวัดกันจนกระทั่งถึงปัจจุบัน เมื่อตอนที่อังกฤษยังปกครองอยู่นั้น คนอังกฤษซึ่งใส่รองเท้าคัตชูนั้นไม่ยอมถอดรองเท้าก่อนเดินเข้าวัด ทำให้พระอูวิสาระและนักศึกษาต้องมานอนจนเต็มพื้นวัด แล้วประกาศว่า ถ้าคนอังกฤษไม่ยอมถอดรองเท้าก่อนเข้าวัด ก็ให้เดินย่ำไปบนตัวพวกเขา เพราะพวกเขาจะไม่ยอมให้รองเท้าของคนอังกฤษเหยียบโดนพื้นวัด จนสุดท้ายคนอังกฤษต้องยอมถอดรองเท้าก่อนเข้าวัด
จนถึงปัจจุบันคนเมียนมาร์เขาก็ยังเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี ยังทำบุญและยังกลัวต่อการทำบาป การลักขโมยจึงแทบจะไม่มีให้เห็น วิศวกรไทยคนหนึ่งบอกกับผมว่าทำกระเป๋าสตางค์ซึ่งมีอยู่หลายร้อยดอลลาร์สหรัฐตกบริเวณท่องเที่ยวที่คึกคักที่สุดของเมืองหยั่นโกว่น เชื่อมั้ยครับคนที่เก็บได้เดินตามหาเขาจนเจอเพื่อจะคืนกระเป๋า
อ่านมาถึงตรงนี้เริ่มสงสัยใช่มั้ยครับว่า ถ้าคนเมียนมาร์เขาเป็นคนดีและเคร่งศาสนาขนาดนี้ ทำไมเราถึงได้ข่าวคนเมียนมาร์ทำร้ายและฆ่านายจ้างหรือลักขโมยของเป็นประจำในเมืองไทย
เมียนมาร์เขามีชนเผ่ามากมาย เผ่าที่ใหญ่ที่สุดคือ ชาวบะหม่า ซึ่งมีราวๆ 60% และอีก 7 เผ่าหลักอาศัยอยู่ตามรัฐต่างๆ ล้อมรอบชาวบะหม่าอยู่ อาทิ รัฐมอญ ยะไข่ ฉาน คะหยิ่น กะฉิ่น ชินและกะยา และยังมีอีกนับร้อยชนเผ่าที่กระจัดกระจายอาศัยอยู่ทั่วประเทศ คนเผ่าแต่ละเผ่าจะมีนิสัยใจคอไม่เหมือนกัน การศึกษาก็ได้รับไม่เท่ากัน ถ้าเป็นชนเผ่าเล็กๆ ส่วนมากจะไม่ค่อยได้เรียนหนังสือด้วยซ้ำไป คนเผ่าเล็กเผ่าน้อยที่ไม่ใช่คนเผ่าหลักของเมียนมาร์นี่แหละครับที่เข้ามาทำงานในเมืองไทยและก่อเหตุไม่ดีที่เราได้ข่าวเป็นระยะๆ ต่อไปถ้าจะรับคนจากเมียนมาร์มาทำงานก็ลองศึกษาดูหน่อยว่าเขามาจากชนเผ่าไหน และถ้าเกิดเหตุร้าย ทางการไทยก็ควรจะแยกแยะให้ออกว่าคนที่ก่อเหตุนั้นเป็นชนเผ่าอะไร คนไทยเราจะได้ไม่เข้าใจผิดเหมาเข่งรวมเอาว่าคนเมียนมาร์นั้นจิตใจโหดร้าย
ก็เหมือนๆ กับการที่คนไทยบางคนไปก่อเหตุไม่ดีในต่างประเทศ เราเองก็คงไม่อยากให้คนชาติอื่นมาเหมาเข่งรวม ว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่ดีเหมือนกันใช่มั้ยครับ







