
มติกนง.คงดอกเบี้ย2%เล็งหั่นจีดีพีปลายปีอีก
ที่ประชุม กนง. คงดอกเบี้ยนโยบาย 2% หนุนเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด เล็งหั่นประมาณการจีดีพีอีกรอบปลายปีนี้
ที่ประชุม กนง. คงดอกเบี้ยนโยบาย 2% หนุนเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด เล็งหั่นประมาณการจีดีพีอีกรอบปลายปีนี้
นายเมธี สุภาพงษ์ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยผลการประชุม กนง. วันนี้ว่า ที่ประชุมมีมติ 6 ต่อ 1 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2% ต่อปี โดยคณะกรรมการประเมินว่า นโยบายการเงินที่ผ่อนปรนในปัจจุบันไม่เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และสอดคล้องกับการรักษาเสถียรภาพทางการเงินระยะยาว
ส่วนคณะกรรมการ 1 ท่าน เห็นควรให้ลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เนื่องจากเห็นว่า นโยบายการเงินควรผ่อนปรนเพิ่มเติมเพื่อช่วยเพิ่มแรงกระตุ้นต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย หลังจากที่คณะกรรมการเป็นห่วงต่อปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้น ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจโลกและความรวดเร็วของการดำเนินโครงการลงทุนภาครัฐ
ทั้งนี้ ที่ประชุมกนง. ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 มีแนวโน้มขยายตัวน้อยกว่าที่ประเมินไว้ จากอุปสงค์ในประเทศที่ฟื้นตัวช้า ซึ่งรวมทั้งการใช้จ่ายภาครัฐที่ต่ำกว่าคาด และการส่งออกที่อ่อนแอ ขณะที่เศรษฐกิจโลกขยายตัวต่ำกว่าคาดเล็กน้อย แม้ว่าสหรัฐจะฟื้นตัวดี แต่ยุโรป ญี่ปุ่น ยังอ่อนแอและมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจชะลอลงอีก
ขณะที่ตลาดเงินในช่วงนี้ค่อนข้างผันผวน หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยกเลิกคิวอี และธนาคารกลางญี่ปุ่น อัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลต่อทุนเคลื่อนย้าย และแนวโน้มค่าเงินบาทและสกุลภูมิภาคอยู่ในทิศทางอ่อนค่า ซึ่งที่ประชุมฯ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่ด้วยการเคลื่อนไหวค่าเงินยังสอดคล้องกับประเทศอื่นๆ จึงไม่ได้มีความกังวลมากนัก
อย่างไรก็ดี คาดว่า การส่งออกจะกระเตื้องในปีหน้าตามการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ประกอบกับการขับเคลื่อนการลงทุนภาครัฐที่เริ่มเดินหน้า ช่วยกระตุ้นให้การลงทุนภาคเอกชนตามมา ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่ทำให้เศรษฐกิจในปีหน้าขยายตัวดี โดยคณะกรรรมการจะติดตามพัฒนาการเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดและดำเนินนโยบายที่เหมาะสมที่เพียงพอต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพการเงิน
นายเมธี กล่าวว่า จากเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มฟื้นตัวช้า ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องทบทวนประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้และปีหน้าอีกครั้ง โดยปัจจัยสำคัญ คือ การส่งออกที่ไม่ฟื้นตัว และมีแนวโน้มขยายตัวติดลบ และการใช้จ่ายภาครัฐที่ล่าช้า







