
ราคาพันธบัตรปรับตัวลดลงหลังเฟดประกาศยุติมาตรการคิวอี
ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (27-31 ต.ค. 2557) มีมูลค่ารวม 361,481 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 72,296 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 15%
ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (27-31 ต.ค. 2557) มีมูลค่ารวม 361,481 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 72,296 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 15%
ทั้งนี้ เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่ากว่า 68% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 245,589 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 80,429 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 3,728 ล้านบาท หรือคิดเป็น 22% และ 1% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ
สำหรับพันธบัตรรัฐบาล ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น LB15DA (อายุ 1.1 ปี) LB196A (อายุ 4.6 ปี) และ LB296A (อายุ 14.7 ปี) โดยมีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 19,197ล้านบาท 10,329 ล้านบาท และ 10,145 ล้านบาทตามลำดับ
ขณะที่หุ้นกู้ภาคเอกชน ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค รุ่น AWN244B (AA+) มูลค่าการซื้อขาย 543 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น รุ่น DTAC167A (AA) มูลค่าการซื้อขาย 215 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล รุ่น MINT155A (A+) มูลค่าการซื้อขาย 200 ล้านบาท
ราคา (Price) ของพันธบัตรรัฐบาลอายุตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไปปรับตัวลดลง หรือผู้ซื้อจะได้ผลตอบแทน (Yield) เพิ่มขึ้น ประมาณ 0.020.09% หากเข้าซื้อพันธบัตรในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
ล่าสุด คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ประกาศยุติมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE3 และ QE4) หลังจากเศรษฐกิจของสหรัฐเริ่มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับต่ำเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวต่อไป จากผลการประชุมดังกล่าวทำให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าราคาของพันธบัตรสหรัฐ (US Treasury) มีโอกาสที่จะปรับตัวลดลงในอนาคต (Yield สูงขึ้น) เนื่องจากจะไม่มีเม็ดเงินจากมาตรการ QE คอยเข้าซื้อพันธบัตรดังเช่นในช่วงที่ผ่านมา
นอกจากนี้ การประกาศตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐที่ออกมาค่อนข้างสดใส ทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ต.ค. และ GDP ไตรมาส 3/2557 ทำให้นักลงทุนมีแรงขายในสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น US Treasury และเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้น แรงขายดังกล่าวบวกกับการคาดการณ์ว่าราคาของ US Treasury จะลดลงตามการยุติมาตรการ QE ส่งผลให้ราคาพันธบัตรสหรัฐลดลง และมีส่วนทำให้ราคาของพันธบัตรไทยปรับตัวลดลงตามไปด้วย (Yield สูงขึ้น)
ทางด้านของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้ประกาศมาตรการอัดฉีดเพิ่มเติม (31 ต.ค.) ด้วยแผนที่จะเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นราว 30 ล้านล้านเยน/ปี รวมถึงเพิ่มวงเงินในการเข้าซื้อกองทุน ETF และกองทุนเพื่อลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) อีก 3 เท่า เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นซึ่งกำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2% ได้ การประกาศใช้นโยบายการเงินของญี่ปุ่น ส่งผลในเชิงบวกต่อตลาดการเงินของหลายประเทศโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย และยังมีส่วนทำให้นักลงทุนคาดการณ์ถึงการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันที่ 6 พ.ย.นี้ว่า ECB อาจจะมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากเดิม ซึ่งถือเป็นประเด็นที่นักลงทุนควรติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป







