posttoday
ถึงเวลาเน้นลงทุนหุ้นไทยและต่างประเทศหรือยัง

ถึงเวลาเน้นลงทุนหุ้นไทยและต่างประเทศหรือยัง

04 พฤศจิกายน 2557

สวัสดีครับ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีการประชุมธนาคารกลางของประเทศหลัก 2 ประเทศ ซึ่งตลาดให้ความสำคัญค่อนข้างมาก ได้แก่ การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) และการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งผลการประชุมก็ออกมาเชิงบวกและสนับสนุนให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้น หลังจากที่ตลาดหุ้นมีการย่อตัวลงเล็กน้อยภายหลังกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกมาปรับลดการคาดการณ์เศรษฐกิจโลกและความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคอีโบลา โดยการประชุมธนาคารกลางสหรัฐล่าสุดได้มีมติให้ยุติโครงการ QE ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2557 เป็นต้นไป หลังจากที่ตลาดแรงงานฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ และมีการส่งสัญญาณถึงท่าทีการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายออกไปอีกช่วงเวลาหนึ่งเพื่อผลักดันเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาให้มีการเติบโตอย่างแท้จริง ทำให้ตลาดเริ่มออกมาคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐน่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงหลังไตรมาส 3/2015 เป็นต้นไป เป็นอย่างเร็ว หลังจากที่ตลาดคาดว่าจะปรับขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า

สวัสดีครับ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีการประชุมธนาคารกลางของประเทศหลัก 2 ประเทศ ซึ่งตลาดให้ความสำคัญค่อนข้างมาก ได้แก่ การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) และการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งผลการประชุมก็ออกมาเชิงบวกและสนับสนุนให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้น หลังจากที่ตลาดหุ้นมีการย่อตัวลงเล็กน้อยภายหลังกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกมาปรับลดการคาดการณ์เศรษฐกิจโลกและความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคอีโบลา โดยการประชุมธนาคารกลางสหรัฐล่าสุดได้มีมติให้ยุติโครงการ QE ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2557 เป็นต้นไป หลังจากที่ตลาดแรงงานฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ และมีการส่งสัญญาณถึงท่าทีการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายออกไปอีกช่วงเวลาหนึ่งเพื่อผลักดันเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาให้มีการเติบโตอย่างแท้จริง ทำให้ตลาดเริ่มออกมาคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐน่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงหลังไตรมาส 3/2015 เป็นต้นไป เป็นอย่างเร็ว หลังจากที่ตลาดคาดว่าจะปรับขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า

ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นมีมติให้ผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มมากขึ้น โดยเพิ่มฐานเงินหรือเงินสดและเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับ BOJ ในอัตรา 80 ล้านล้านเยน/ปี จากเดิมที่ 60-70 ล้านล้านเยน/ปี เพิ่มวงเงินในการซื้อพันธบัตรรัฐบาล เพิ่มวงเงินในโครงการซื้อกองทุน ETF และกองทุนเพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ขึ้นอีก 3 เท่า ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้แก่ตลาด

และจากการผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่นเพิ่มเติม รวมทั้งการชะลอขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐออกไป ประกอบกับการเร่งอัดฉีดสภาพคล่องเพิ่มเติมของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งตลาดคาดว่าจะมีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านยูโร ผ่านการซื้อสินทรัพย์ Asset Backed Security และ Covered Bond ในทุกสัปดาห์ ทำให้ผมมองว่าปัจจัยเหล่านี้จะยังช่วยสนับสนุนให้มีสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพิ่มเติมและยังหนุนให้มีสภาพคล่องเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกได้เพิ่มเติม แม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐจะยุติ QE แล้วก็ตาม

ด้านตลาดหุ้นไทยผมมองว่าจากปัจจัยเชิงบวกของสภาพคล่องดังกล่าว ประกอบกับแนวการผลักดันเศรษฐกิจของโครงการภาครัฐทั้งในการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนและแผนการลงทุนในโครงสร้างด้านคมนาคมขนส่ง การส่งเสริม BOI และการกระตุ้นการท่องเที่ยวผ่านมาตรการต่างๆ รวมทั้งการส่งออกที่น่าจะปรับตัวดีขึ้นหลังเศรษฐกิจโลกทยอยฟื้นตัว ทำให้คาดว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้มากขึ้น และผลักดันให้มีเม็ดเงินหรือสภาพคล่องไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยในปีหน้าได้ ทำให้ผมมีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนในหุ้นไทยและมองว่ายังมีโอกาสสร้าง Upside Gain ได้อีกจากปัจจัยดังกล่าว โดยผมคาดว่า SET Index ในปีหน้า มีโอกาสปรับตัวขึ้นแตะระดับ 1,700 จุดได้ หลังจากที่คาดว่า SET Index น่าจะมีโอกาสปรับตัวขึ้นแตะระดับ 1,600 จุด ในปีนี้

สำหรับตลาดตราสารหนี้ในปีหน้า ผมมองว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Government Bond Yield) น่าจะอยู่ในระดับทรงตัวเมื่อเทียบกับปีนี้ เนื่องจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) น่าจะยังคงยืนอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ในระดับ 2% เท่ากับในขณะนี้ออกไปอีกช่วงเวลาหนึ่งเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพอย่างแท้จริง หลังจากที่ทางการไทยได้เริ่มปรับลดคาดการณ์จีดีพีในปีนี้ลง หลังจากที่การส่งออกเติบโตได้ช้ากว่าที่คาดการณ์ รวมทั้งแรงกดดันจากเงินเฟ้อยังคงไม่ได้เร่งขึ้นมากนัก เนื่องจากราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ได้ปรับลดลงและธนาคารกลางในประเทศหลักก็ยังไม่ได้เร่งรีบในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายทำให้ กนง.ยังไม่จำเป็นต้องรีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามมากนัก โดยคาดว่า กนง.น่าจะตัดสินใจปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งเมื่อเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของปี 2015 ไปแล้ว ประกอบกับปริมาณเสนอขายพันธบัตรรัฐบาล (Supply Bond) ในปีหน้าก็ไม่ได้แตกต่างจากปีนี้มากนัก ทำให้ไม่น่าจะเป็นปัจจัยกดดันต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอย่างมีนัยสำคัญ

ด้านสินค้าโภคภัณฑ์ ผมมองว่าทองคำและน้ำมันยังไม่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างโดดเด่น เนื่องจากราคาทองคำยังได้รับแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวได้ค่อนข้างดี การชะลอขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์ฯ ที่มีแนวโน้มแข็งค่า อัตราเงินเฟ้อที่ยังไม่เร่งสูงขึ้นมากนัก ขณะที่ราคาน้ำมันได้รับแรงกดดันจากอุปทานน้ำมันที่มีค่อนข้างมากจาก Shale Gas และกลุ่มโอเปกที่ยังรักษาระดับการผลิตน้ำมันในระดับคงที่ แม้ว่าราคาน้ำมันดิบจะปรับตัวลดลงในช่วงที่ผ่านมาก็ตาม ทำให้การปรับเปลี่ยนของราคาทองคำและน้ำมันยังเป็นไปอย่างจำกัด

และจากมุมมองการลงทุนที่ผมค่อนข้างมีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ทำให้ผมมองว่าช่วงเวลานี้ถึงปีหน้า เป็นช่วงเวลาที่ดีที่นักลงทุนควรจัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation) โดยเน้นน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยประมาณ 50% ของพอร์ตการลงทุนและกระจายการลงทุนในหุ้นต่างประเทศประมาณ 20% ของพอร์ต โดยเฉพาะหุ้นสหรัฐอเมริกา เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานที่ค่อนข้างแข็งแกร่งโดยเปรียบเทียบ ล่าสุดทางการสหรัฐอเมริกาได้ประกาศตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/2557 ซึ่งขยายตัวกว่า 3.5% สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ 3% ประกอบกับการผ่อนคลายของแรงกดดันของธนาคารกลางสหรัฐที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเร็วๆ นี้ก็ยังน่าจะทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดหุ้นที่น่าสนใจและน่าจะสร้างผลตอบแทนได้ค่อนข้างดี ขณะที่มีน้ำหนักการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทยประมาณ 15% ของพอร์ตโดยเน้นการลงทุนในตราสารหนี้ระยะกลางเพื่อรองรับการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงครึ่งหลังของปี 2015 มีน้ำหนักการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ประมาณ 15% ของพอร์ตการลงทุน โดยทยอยสะสมลงทุนในทองคำได้หากราคาทองคำปรับลดลงต่ำกว่า 1,150 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ หากนักลงทุนสนใจการลงทุนในตราสารต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น ทาง บลจ.วรรณ ก็ได้มีเสนอขายกองทุนที่เน้นลงทุนในตราสารที่ครอบคลุมทั้งหุ้นในและต่างประเทศ ตราสารหนี้ และสินค้าโภคภัณฑ์อย่างทองคำ หากนักลงทุนสนใจสามารถติดต่อสอบถามและขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์และสนับสนุนธุรกิจบลจ.วรรณ ที่หมายเลข 02-659-8888 ต่อ 1 ครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท