posttoday
วัฒนธรรมคิด ตอนที่ 3

วัฒนธรรมคิด ตอนที่ 3

04 พฤศจิกายน 2557

The Silicon Valley มีหลายคนเริ่มพูดถึงว่าสถานที่แห่งนี้สร้างสรรค์ ถึงขนาดที่ว่า มีคนแบ่งว่าคนเก่ง ถ้าไม่มีเป้าหมายให้ไปทำงานในวอลสตรีทจะรุ่ง เพราะคนเหล่านี้มีเป้าหมายอย่างเดียวคือเงิน แต่สำหรับคนเก่งที่มีเป้าหมายให้ไปทำงานที่ ซิลิคอน วัลเลย์ ..โห!! มันแรงนะ

The Silicon Valley มีหลายคนเริ่มพูดถึงว่าสถานที่แห่งนี้สร้างสรรค์ ถึงขนาดที่ว่า มีคนแบ่งว่าคนเก่ง ถ้าไม่มีเป้าหมายให้ไปทำงานในวอลสตรีทจะรุ่ง เพราะคนเหล่านี้มีเป้าหมายอย่างเดียวคือเงิน แต่สำหรับคนเก่งที่มีเป้าหมายให้ไปทำงานที่ ซิลิคอน วัลเลย์ ..โห!! มันแรงนะ

วันนี้โลกเราถูกขับเคลื่อนภายใต้ระบบทุนนิยม ที่ตีค่าคนอยู่ที่ “เงิน” ที่คุณหาได้ พูดง่ายๆ ว่า เงิน ในปัจจุบันเป็นตัวแบ่งคุณค่าของคน แบ่งชนชั้น ใครมีเงินก็มีตัวตน ดังนั้นคนรุ่นใหม่ จึง “รวย” เร็วๆ

จริงๆ มันขัดกันมากระหว่างคนที่ตั้งเป้าเป็นเงิน กับคนที่ตั้งเป้าที่จะสร้างผลงานอะไรบางอย่าง เพราะถ้าคิดให้ดี คนที่ตั้งเป้าเป็นเงินส่วนใหญ่มักไม่สนใจอะไรนอกจากเงิน ไม่สนแม้แต่งาน ซึ่งไอ้งานนี่เองแหละที่นำพาเงินมาให้ แต่พอไม่สนใจงานแล้วหวังจะได้แต่เงิน มันเลยตามมาเป็นวัฒนธรรมแห่งความเสี่ยง

คุณมองไปรอบๆ ตัวเลย จะเห็นว่าคนเดี๋ยวนี้ยอมเสี่ยงทุกอย่างเพียงเพื่อรวยเร็ว แม้ความเสี่ยงเหล่านั้นจะไร้สาระมากๆ เช่น คนไทยส่วนใหญ่ซื้อหวย ทั้งที่โอกาสถูกมันเข้าขั้นว่าเป็นไปไม่ได้ เจ้ามือถึงได้รวยไง

อย่างในตลาดหุ้นก็พวกเสี่ยงเล่นหุ้นปั่นเพื่อให้รวยเร็วที่สุด ถ้ามองให้ดีจะเห็นได้ว่า คนเหล่านี้แรกๆ อาจจะดูเหมือนว่าเขารวยเร็วได้จริงๆ แต่สังเกตไหมว่า สุดท้ายคนเหล่านี้ล้มเหลวและพังในที่สุด

คุณว่าแปลกไหมล่ะ ที่คนที่ทำเงินได้เยอะๆ เร็วๆ ดูเหมือนมีอนาคตสุดๆ แต่สุดท้ายล้มเหลวเป็นส่วนใหญ่ นั่นแหละ วัฒนธรรมแห่งความเสี่ยง ที่เราเรียนรู้มาจากวอลสตรีทจุดเริ่มของวัฒนธรรมแห่งความเสี่ยงคือ เราคิดไม่ออกว่าคนธรรมดาจะหาเงินเร็วๆ แล้วมีจุดยืนในสังคมได้อย่างไร เมื่อคิดทางออกไม่ได้จึงวิ่งเข้าหาความเสี่ยง

จริงๆ มันไม่ต่างจากคนที่เป็นผู้ค้ายาเสพติด ผู้หญิงที่ขายบริการ คนที่ทำธุรกิจผิดกฎหมาย เพราะคนเหล่านี้มองว่า ด้วยการทำตามวิถีของสังคมแบบเดิมๆ มันไม่สามารถทำให้เขาประสบความสำเร็จ

ทางแก้ก็คือ การศึกษาวิธีทางความคิดของ ซิลิคอน วัลเลย์ คุณรู้ไหมว่าสถานที่แห่งนี้เป็นมลรัฐเล็กๆ ในอเมริกาที่เป็นจุดเริ่มต้นของโลกยุคใหม่

ตัวผมเองก่อนหน้านี้ก็มีปัญหา คือ พอเข้ามาเริ่มทำงานในองค์กรอย่างธนาคารกรุงเทพ ผมก็มองว่า ในฐานะเด็กใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในองค์กรที่มีคนที่เก่ง และมีประสบการณ์มากกว่าผมเป็นหมื่นคน ผมจะทำอย่างไรให้ผมสามารถก้าวขึ้นมาประสบความสำเร็จเป็นผู้บริหาร คิดอย่างไรก็คิดไม่ออกว่าจะเป็นผู้บริหารได้อย่างไร

ผมมีคำตอบเพราะผมผ่านมันมาด้วยตัวเอง แต่ก่อนอื่นเราลองมาศึกษาวิธีคิดในแบบวัฒนธรรมแห่งความคิด ของ ซิลิคอน วัลเลย์ กันดูก่อน จะพบว่า ใน ซิลิคอน วัลเลย์ เขาจะไม่สนใจว่าเราจบการศึกษาอะไร เขาสนว่าเราทำงานเป็นหรือเปล่า

มันเริ่มตั้งแต่การรับสมัครคนงาน และการสัมภาษณ์คัดคนเข้าทำงานแบบแปลก ให้ตอบโจทย์ที่ท้าทาย ให้ทำงานจริงๆ หรือ ให้ทำเรียลิตี้อะไรบางอย่าง จะว่ามันเหมือนเกมชีวิตเลยก็ว่าได้ ที่ผู้สมัครต้องได้รับการทดสอบมากมาย ด้วยวิธีการที่คุณไม่เคยถูกทดสอบในบริษัทแบบเก่าๆ แถมที่น่าสนใจกว่านั้นคือ เงินเดือนเริ่มต้นของคนที่ทำงานในซิลิคอน วัลเลย์ ไม่ได้โดดเด่นแบบในวอลสตรีท

สิ่งที่โดดเด่นอย่างเดียวในซิลิคอน วัลเลย์ คือ “เป้าหมาย” ทุกบริษัทเล็กๆ น้อยๆ ในที่แห่งนี้ ล้วนมีเป้าหมายที่คล้ายๆ กัน คือ “เปลี่ยนโลก” ฟังดูตลกมากเลยนะ กลุ่มเด็กๆ เนิร์ดๆ ที่ต้องการรวมตัวเพื่อเปลี่ยนอะไรบางอย่างในโลก ..อย่างที่ สตีฟ จ็อบส์ เคยพูดว่า เราต้อง Put the Dink in The Universe ถ้าในโลกยุคเก่ามันก็คือการสร้างแลนด์มาร์กอะไรบางอย่างที่ แปลก ใหม่ ใหญ่ ดัง แต่เสน่ห์ของ ซิลิคอน วัลเลย์ คือ มันไม่ได้เริ่มจากเงินแต่มันเริ่มจากความคิด

คุณลองไปถามคนใน วอลสตรีท หรือคนในตลาดหุ้นเมืองไทย จะพบคำตอบคล้ายๆ กัน ว่าการเริ่มธุรกิจต้องใช้ “เงินต่อเงิน” ยกตัวอย่าง วันนี้ธุรกิจที่ฮิตที่สุดในตลาดหุ้นไทยคือ “แสงอาทิตย์ Solar” มันก็คือธุรกิจที่เริ่มจาก 1.Know Who ความสัมพันธ์กับรัฐบาล เอาเงินภาษี มารับ Adder ให้กับโรงไฟฟ้า (เราใช้ไฟแพงขึ้น เพราะต้องจ่าย Adder ให้เจ้าของโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์นั่นเอง)

2.เริ่มจากเงิน ดังนั้นธุรกิจรุ่นเก่าต้องใช้ Know Who และเงิน มันปิดประตูไม่ให้คนจนได้ยุ่ง แต่ที่ซิลิคอน วัลเลย์ มันเริ่มคนละแบบ ครั้งหน้าเรามาคุยกัน ไม่เริ่มธุรกิจจากเงิน แล้วจะเริ่มจากอะไรล่ะ?

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท