
อสังหาฯฮืดจับเร่งขายหนีพลาดเป้า
เหลือเวลาอีกเพียง 2 เดือนเท่านั้นจะผ่านพ้น ปี 2557 ที่ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่ผู้ประกอบการต่างออกปากว่าเป็นอีกปีที่สาหัส
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
เหลือเวลาอีกเพียง 2 เดือนเท่านั้นจะผ่านพ้น ปี 2557 ที่ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่ผู้ประกอบการต่างออกปากว่าเป็นอีกปีที่สาหัส เนื่องจากตัวรายได้ ยอดขาย รวมไปถึงการเปิดโครงการใหม่นั้นไม่เป็นไปตามแผน ทำให้ช่วงเวลาที่เหลือนี้ต้องติดสปีดเพื่อให้พลาดเป้าน้อยที่สุด
วงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต รองประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มพัฒนาธุรกิจ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค กล่าวว่า ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีตามปกติถือว่าเป็นหน้าขายโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่จะมีมากขึ้นกว่าช่วงเวลาอื่น แต่ปีนี้บรรยากาศกลับค่อนข้างซบเซา เพราะแม้ว่าจะผ่านไตรมาสสุดท้ายมาแล้ว 1 เดือน ภาวะตลาดก็ยังไม่ดีขึ้น
“ช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี ที่มองว่าเศรษฐกิจ จะฟื้นตัวดีกลับไม่เป็นไปตามคาด เพราะมีการฟื้นตัวแบบเปราะบาง เนื่องจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคนั้นยังไม่กลับคืนมา ปัญหาเดิมยังตามมา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น กิจกรรมการตลาด ในช่วงเวลานี้จึงหนีไม่พ้นการลดแลกแจกแถม เพื่อ เร่งให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้น” วงศกรณ์ กล่าว
ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย กล่าวว่า ภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วง 2 เดือนสุดท้าย โดยรวมแม้ว่าจะปรับตัวดีขึ้นหลังจากวิกฤตการเมืองเริ่มชัดเจนขึ้น แต่หลังจากนั้นเศรษฐกิจก็ได้ซบเซาลง ปรับตัวเหมือนเป็นตัวดับบลิว ซึ่งในภาพรวมนั้นยัง ถือว่ามีความผันผวน
“ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้เสี่ยงมากที่จะเกิดภาวะล้นตลาด ซึ่งได้เกิดขึ้นบ้างแล้ว โดยเฉพาะในหัวเมืองใหญ่ อย่างเชียงใหม่ ขอนแก่น อุดรธานี และหาดใหญ่ เนื่องจากมีผู้ประกอบการจำนวนมาก เข้าไปพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมจำนวนมาก ประกอบกับกำลังซื้อไม่ได้มีเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีปัญหาจากราคาข้าวและราคายางพาราที่ยังตกต่ำ ซึ่งส่งผลกระทบกับกำลังซื้อ” ประทีป กล่าว
อย่างไรก็ตาม ตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบถือว่าเป็นตลาดที่ยังเติบโตได้เรื่อยๆ ซึ่งในปีหน้าบริษัทมีแผนจะขยายตลาดไปยัง จ.อุบลราชธานี และนครราชสีมา
ด้าน อิสระ บุญยัง กรรมการผู้จัดการ บริษัท กานดา กรุ๊ป ให้ความเห็นว่าภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วง 2 เดือนสุดท้าย ถือเป็นช่วงเร่งยอดขายของบรรดาผู้ประกอบการ แต่ยอดขายในเวลานี้ก็ไม่ได้ฟื้นตัวมากนัก เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคนั้นยังไม่กลับมาอย่างชัดเจน โดยมีการประเมินว่าจะเห็นผลชัดเจนก็จะต้องเป็นต้นปีหน้า
ขณะเดียวกัน หลายๆ บริษัทก็ได้ชะลอการเปิดโครงการใหม่จากแผนเดิม เนื่องจากตลาดรวมไม่ เอื้ออำนวย และยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้เกิดความล่าช้า เช่น ปัญหาด้านการจัดซื้อที่ดิน การทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
วงศกรณ์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ในปีนี้เปิดขายโครงการใหม่ได้ 11 โครงการ มูลค่า 1.51 หมื่นล้านบาท โดยได้ชะลอเปิดโครงการใหม่ไปเป็นปี 2558 จำนวน 5 โครงการ แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 4 โครงการ และคอนโดมิเนียม 1 โครงการ มูลค่า 6,800 ล้านบาท ขณะที่ยอดรับรู้รายได้จากการขายใน 3 ไตรมาส จำนวน 7,500 ล้านบาท คาดว่าในไตรมาส 4 จะทำได้อีก 4,000 ล้านบาท เป็น 1.15 หมื่นล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 1.3 หมื่นล้านบาท
แสนสิริ ก็ชะลอการลงทุนโครงการใหม่ เช่นกัน โดยให้เหตุผลว่ามีโครงการทั้งแนวราบและคอนโดมิเนียมยังอยู่ระหว่างยื่นรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ทำให้บริษัทเปิดตัวโครงการใหม่ได้เพียง 6 โครงการ จากแผนทั้งปีเปิด 19 โครงการ จึงยังเหลืออีก 13 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 2.35 หมื่นล้านบาท ที่จะรอให้ผ่านอีไอเอก่อนจึงเปิดขาย หากไม่สามารถเปิดตัวโครงการใหม่ได้ตามเป้าหมายอาจจะต้องปรับลดเป้ายอดขายในปีนี้ลงจากเดิมตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 3 หมื่นล้านบาท โดย่ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาทำยอดขายได้ประมาณ 7,000 ล้านบาท อย่างไร ก็ตามในส่วนของยอดรับรู้รายได้ของบริษัท แสนสิริ ยังเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ 3 หมื่นล้านบาท
วิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์การตลาด บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทตั้งเป้ารับรู้รายได้ไว้ที่ 2.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งได้มีการปรับเป้าเพิ่มเป็น 2.2 หมื่นล้านบาท โดยมีแบ็กล็อกที่รอรับรู้รายได้ในปีนี้ 1.1 หมื่นล้านบาท จากทั้งหมด 2.3 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ ตามแผนที่วางไว้ช่วงต้นปีนี้ บริษัทจะเปิดตัวโครงการใหม่ 19 โครงการ แบ่งเป็นแนวราบ 13 โครงการ และคอนโดมิเนียม 6 โครงการ แต่ล่าสุด ได้เลื่อนเปิดตัวคอนโดมิเนียม 2 โครงการไปปีหน้าแทน คือ แอสปาย ลาดพร้าว 113 จำนวน 266 ยูนิต และไลฟ์ สุขุมวิท 48 จำนวน 613 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 2,290 ล้านบาท เนื่องจากมีการปรับแผนการขายใหม่ และบางโครงการที่เปิดขายมีขนาดใหญ่ขึ้น จึงเลื่อนเปิด 2 โครงการออกไปก่อน
ด้านบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ ในปีนี้มีแผนจะเปิดตัวโครงการใหม่ 13 โครงการ แต่เปิดใหม่ได้เพียง 11 โครงการ ชะลอเปิดโครงการใหม่ออกไป 2 โครงการโดยไปเปิดในปี 2558 คือ โครงการลุมพินี ซีวิว หัวหิน ซอย 7 มูลค่าโครงการ 600 ล้านบาท และโครงการลุมพินี ทาวน์ชิพ รังสิต คลอง 1 เฟส 2 มูลค่าโครงการ 3,600 ล้านบาท เนื่องจากต้องรอให้ผ่านรายงานผลกระทบทางด้าน สิ่งแวดล้อมก่อน จึงจะเริ่มเปิดการขาย
อย่างไรก็ตาม ในเวลานี้ถือว่าเป็นโอกาสของผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัย เนื่องจากผู้ประกอบการยังไม่สามารถปรับราคาขึ้นได้ พร้อมกับการจัดแคมเปญ โปรโมชั่นต่างๆ เร่งการตัดสินใจของผู้ซื้อ กู้ยอดขายให้ไม่ต่ำเป้าจนเกินไป







