
ลดความเสี่ยงในธุรกิจโรงแรม
ธุรกิจโรงแรมของไทยพึ่งพาการเข้าพักของนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 70% โดยเฉลี่ย โดยเฉพาะโรงแรมในพื้นที่ภาคกลาง (รวมกรุงเทพฯ) และภาคใต้ ที่มีสัดส่วนของนักท่องเที่ยวต่างชาติเกือบ 80% ของผู้เข้าพักทั้งหมด
ธุรกิจโรงแรมของไทยพึ่งพาการเข้าพักของนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 70% โดยเฉลี่ย โดยเฉพาะโรงแรมในพื้นที่ภาคกลาง (รวมกรุงเทพฯ) และภาคใต้ ที่มีสัดส่วนของนักท่องเที่ยวต่างชาติเกือบ 80% ของผู้เข้าพักทั้งหมด
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวต่างชาติมีทิศทางขยายตัวสูง ตามการเติบโตของนักท่องเที่ยวชาวจีนและรัสเซียเป็นสำคัญ ส่งผลให้รายได้บริการโรงแรมขยายตัวตามอยู่ในช่วง 1520% ต่อปี ในปี 2556 รายได้บริการโรงแรมมีมูลค่าโดยประมาณอยู่ที่ 2.8 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 2.4% ของจีดีพี (ณ ราคาประจำปี) ขยายตัว 16% ต่อปี
แม้ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติจะมีแนวโน้มฟื้นตัว โดยเฉพาะตลาดหลักอย่างชาวตะวันตกและชาวจีน แต่การฟื้นตัวอาจถูกฉุดรั้งจากการที่ไทยยังคงใช้กฎอัยการศึก รวมถึงความอ่อนไหวของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติต่อปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น อาทิ ภัยธรรมชาติ การระบาดของโรคติดต่อ อุบัติเหตุทางเครื่องบิน เป็นต้น
ดังนั้น ธุรกิจโรงแรมอาจลดความเสี่ยง โดยการหันมาพึ่งพิงตลาดทางเลือกใน 2 กลุ่มนี้ กลุ่มแรก คือ ตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ พม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนาม (ซีแอลเอ็มวี) เริ่มมีความสำคัญต่อการท่องเที่ยวของไทยมากขึ้น โดยสัดส่วนของนักท่องเที่ยวกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีครึ่งแรกของปี 2557 อยู่ที่ 10% ต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด เทียบกับ 10 ปีที่แล้วที่มีสัดส่วนเพียง 3% โดยคาดว่าการเดินทางของ นักท่องเที่ยวกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีอาจจะมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่อง
กลุ่มต่อมาคือ ตลาดนักท่องเที่ยว/ผู้เดินทางในประเทศ มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องและผันผวนต่อปัจจัยเสี่ยงน้อยกว่าตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ แม้ความรุนแรงทางการเมืองในประเทศล่าสุดจะส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวในประเทศเช่นกัน โดยปี 2558 กรมการท่องเที่ยวคาดว่า นักท่องเที่ยวในประเทศอาจฟื้นตัวเร็ว และขยายตัวสูงอยู่ที่ 14.7% ต่อปี
นอกจากนี้ ผลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติยังยืนยันว่า ประชากรไทยมีแนวโน้มเดินทางท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น โดยธนาคารเกียรตินาคินคาดว่าในปี 2558 ประชากรที่เดินทางท่องเที่ยวอาจมีสัดส่วนมากกว่า 60% ของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปทั้งหมด (ถ้าการเติบโตมีแนวโน้มใกล้เคียงกับช่วง 34 ปีที่ผ่านมา) และมากกว่า 60% ของประชากรที่เดินทางท่องเที่ยวมีการพักค้างคืนโดยประมาณ 70% เลือกค้างคืนในโรงแรม รีสอร์ท หรือบังกะโล ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจบริการโรงแรม
การเติบโตของตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีและนักท่องเที่ยวในประเทศจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้โรงแรมราคาประหยัด (อีโคโนมี) มีแนวโน้มเติบโตโดยเฉพาะในจังหวัดหัวเมืองหลักและรองของภูมิภาคต่างๆ ของไทยได้ ทั้งนี้ในปี 2556 นักท่องเที่ยวกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีมีค่าใช้จ่ายเพื่อที่พักเฉลี่ยอยู่ในช่วง 900-1,300 บาท/วัน/คน และในปี 2555 นักท่องเที่ยวในประเทศมีค่าใช้จ่ายเพื่อที่พักเฉลี่ยอยู่ที่ 541 บาท/วัน/คน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดที่มีค่าใช้จ่ายเพื่อที่พักอยู่ที่ 1,386 บาท/วัน/คน
โรงแรมราคาประหยัดที่มีแนวโน้มเติบโต น่าจะส่งผลดีต่อผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กที่ให้บริการโรงแรมระดับกลางและราคาประหยัด (MidScale and Economy) เป็นส่วนใหญ่ แต่การเข้ามาแข่งขันในโรงแรมระดับกลางและราคาประหยัดของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มี ความชำนาญในการให้บริการที่พักอย่างมีมาตรฐาน อาทิ กลุ่มเอราวัณ กลุ่มเซ็นทารา และกลุ่มอมารี เป็นต้น จะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่อาจฉุดรั้งรายได้บริการโรงแรมของผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก ดังนั้นผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กอาจต้องเตรียมการรับมือการเข้ามาแข่งขันของผู้ประกอบการรายใหญ่ อาทิ ออกแบบ/ตกแต่งโรงแรมให้มีความแตกต่างจากโรงแรมแบบดั้งเดิม ทำการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ หรือโซเชียลเน็ตเวิร์ก ให้บริการไวไฟ ฟรี และจำนวนปลั๊กไฟต่อห้องที่มาก ทำการตลาดกับผู้เข้าพักเฉพาะกลุ่มมากขึ้น เช่น พนักงานขายที่เดินทางมาติดต่อลูกค้าต่างพื้นที่ การจัดสัมมนา นักท่องเที่ยววัยรุ่น/ระดับมหาวิทยาลัย เป็นต้น
การปรับตัวทางธุรกิจเป็นการตอบโจทย์ตลาดที่เปลี่ยนไป และเพื่อประคองธุรกิจท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงที่บางประการอยู่เหนือการควบคุมครับ







