
เมืองไทย ลิสซิ่ง ไมโครไฟแนนซ์รายแรกเข้าตลาดหุ้น
ชูชาติ เพ็ชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมืองไทย ลิสซิ่ง (MTLS) เตรียมเรียกชำระหุ้นเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 1,575 ล้านบาท เป็น 2,120 ล้านบาท เพื่อนำหุ้น 502.50 ล้านหุ้น เสนอขายให้ประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) และเสนอขายต่อกรรมการผู้บริหาร และพนักงานของบริษัท 42.50 ล้านหุ้น ในราคาเดียวกัน โดยจะขายและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในกลุ่มการเงินเดือน พ.ย.นี้
ชูชาติ เพ็ชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมืองไทย ลิสซิ่ง (MTLS) เตรียมเรียกชำระหุ้นเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 1,575 ล้านบาท เป็น 2,120 ล้านบาท เพื่อนำหุ้น 502.50 ล้านหุ้น เสนอขายให้ประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) และเสนอขายต่อกรรมการผู้บริหาร และพนักงานของบริษัท 42.50 ล้านหุ้น ในราคาเดียวกัน โดยจะขายและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในกลุ่มการเงินเดือน พ.ย.นี้
นักวิเคราะห์ในตลาดให้ราคาเป้าหมายหุ้นนี้ใน 12 เดือนข้างหน้าที่ระหว่าง 6.30-7.10 บาท
นักวิเคราะห์ที่ให้ราคาต่ำสุดให้สัดส่วนราคาต่อกำไร (พีอี) 17 เท่าในปี 2558 เพราะเป็นบริษัทที่ให้บริการสินเชื่อบุคคลแก่ลูกค้าระดับล่างที่มีรายได้ประจำทั้งรายวันและรายเดือน รวมถึงเกษตรกรที่มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ต่ำและกำไรเติบโตสูง 46% ใน 3 เดือนข้างหน้า คาดว่ากำไรสุทธิจะเติบโต 59% และ 41% ในปี 2557-2558
นักวิเคราะห์ที่ให้ราคา 6.50 บาท พิจารณาจากพีอีย้อนหลังของกลุ่มลิสซิ่งตั้งแต่ปี 2555 เท่ากับ 16.1 เท่า แต่ให้พีอี MTLS 17.8 เท่า เนื่องจากในปี 2558 บริษัทจะขยายสาขาเพิ่มมากขึ้น และขยายไปในพื้นที่ที่ยังไม่เคยไป ทำให้มีโอกาสเติบโตสูง และคาดว่ากำไรต่อหุ้นจะเติบโตสูงถึง 36.3%
นักวิเคราะห์ที่ให้ราคาสูงสุดอิงสัดส่วนราคาต่อมูลค่าบัญชี 3.30 เท่า ภายใต้การคาดการณ์อัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นระยะยาวที่ 21.5% หรือเทียบเท่าพีอี 2558 ที่ระดับ 19.6 เท่า อีกทั้งคาดว่าอัตราผลตอบแทนปันผลปี 2558 เฉลี่ย 5.2% จากการคาดการณ์ว่าบริษัทจะจ่ายปันผล 50% ของกำไรสุทธิ
ชูชาติ กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโตปี 2558 ที่ 25-30% เนื่องจากระดมทุนได้ต้นทุนต่ำและมีการขยายสาขาในปี 2558 ที่ 150 สาขา และปี 2559 ที่ 170 สาขา จากค่าเฉลี่ยการเติบโตที่ผ่านมาปีละ 20% จากต้นทุนดอกเบี้ยที่กู้มาจากธนาคารกสิกรไทยในอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี (เอ็มแอลอาร์) ลบ 0.5% หรือ 5.6% และนำมาปล่อยสินเชื่อรวมดอกเบี้ยและค่าบริการระยะ 4-5 ปี รวม 25% ที่เป็นดอกเบี้ยที่ถูกกว่าบริษัทอื่นที่ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ย 30% และมีเอ็นพีแอลเพียง 1.72% และหนี้สูญ 0.09%
MTLS นับเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดสินเชื่อทะเบียนรถจักรยานยนต์ สิ้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ปล่อยสินเชื่อไปกว่า 7 แสนสัญญา มีพอร์ตลูกหนี้กว่า 6,500 ล้านบาท สินเชื่อทะเบียนรถจักรยานยนต์ 5,400 ล้านบาท หรือ 83% ของพอร์ตลูกหนี้เงินให้สินเชื่อรวม ส่วนที่เหลือเป็นสินเชื่อทะเบียนรถยนต์ รถยนต์เพื่อการเกษตร และสินเชื่อบุคคล
สำหรับสินเชื่อทะเบียนรถในตลาดเป็นของธนาคารพาณิชย์ 53% ที่เหลือเป็นสินเชื่อที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน
MTLS ไม่มีคู่แข่งโดยตรง แต่ใกล้เคียงคือ บริษัท ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 1979 (SAWAD) ที่ปล่อยสินเชื่อทะเบียนรถเพียงเล็กน้อย ส่วนใหญ่เน้นบ้านและที่ดินมากกว่า บริษัท ซีเอฟจี เซอร์วิส (CFGS) ภายใต้ชื่อผลิตภัณฑ์เงินติดล้อ และบริษัท นิ่มซี่เส็ง โดย CFGS มียอดลูกหนี้รวมอันดับหนึ่ง สิ้นปี 2556 ที่ 1 หมื่นล้านบาท รองลงมาคือ MTLS 5,800 ล้านบาท และ SAWAD 5,700 ล้านบาท
MTLS เอ็นพีแอลต่ำกว่าคู่แข่งและมีผลิตภัณฑ์การเงินน้อยกว่า CFGS และ SAWAD ซึ่งมีสินเชื่อแบบมีหลักประกันสำหรับบ้านและที่ดิน
ปัจจุบันบริษัทมีหนี้สินต่อทุน 2.5 เท่า และคาดว่าจะลดลงเหลือ 1.1 เท่า หลังขายไอพีโอที่จะเพียงพอขยายธุรกิจในสามปีข้างหน้า
MTLS เน้นลูกค้ารายย่อยที่ธนาคารและสถาบันการเงินไม่สามารถเข้าถึงเป็นบุคคล อาทิ ลูกจ้างโรงงาน ลูกจ้างทั่วไป ค้าขาย เกษตรกร ข้าราชการที่มีหลักประกันของตนเอง และมีแหล่งที่มารายได้ชัดเจนแม้มีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้สูง แต่บริษัทกำหนดวงเงินสินเชื่อเพียงครึ่งหนึ่งของรถใหม่ และมีเครื่องมือควบคุมดูแล บริหารหนี้ สามด้านคือ คุณภาพลูกหนี้ ความสามารถในการเก็บหนี้ และความสามารถในการบริหารหนี้ทำให้เอ็นพีแอลต่ำ
“เรามีหลักในการดำเนินธุรกิจสามข้อคือ ไม่เอาเปรียบลูกค้า ดอกเบี้ยปล่อยกู้ถูกกว่าเจ้าอื่น บริการดีมีน้ำเย็นให้ดื่ม และเลี้ยงลูกน้องดีมีโบนัส จ่ายปันผล พาเที่ยวต่างประเทศ” ชูชาติ กล่าว
บริษัทมีความรวดเร็วในการให้บริการโดยมีการอนุมัติสินเชื่อได้ภายใน 20 นาที แต่ยังคงนโยบายปล่อยสินเชื่อแบบรัดกุม
ชูชาติตั้งเป้าหมายจะเป็นผู้นำการให้บริการสินเชื่อทะเบียนรถจักรยานยนต์แก่ลูกค้ารายย่อยด้วยการขยายเครือข่ายเพิ่มขึ้นทั้งในต่างจังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะภาคใต้ที่ปัจจุบันไปใต้สุดแค่ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อให้บริการครอบคลุมทุกพื้นที่
ล่าสุดไตรมาส 2 ที่ผ่านมาบริษัทมีกำไรสุทธิ 118 ล้านบาท ลดลง 16.4% จากไตรมาสแรก แต่เติบโตถึง 91.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากมีรายจ่ายสำรองหนี้หลังจากที่มีการโอนกลับเป็นรายได้ในงวดที่ผ่านมา ตามนโยบายระมัดระวัง จึงสำรองหนี้เพิ่มเติมเพื่อครอบคลุมความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ทั้งนี้ หากไม่รวมสำรองหนี้เพิ่มกำไรไตรมาส 2 ยังเติบโต 3.4% จากไตรมาสแรกเป็น 61 ล้านบาท
MTLS ของเพ็ชรอําไพ
บริษัท เมืองไทย ลิสซิ่ง (MTLS) จดทะเบียนก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2535 ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มแรกจํานวน 2 ล้านบาท โดย ชูชาติ เพ็ชรอําไพ ประธานกรรมการ บริหาร ที่ปัจจุบันวัย 60 ปี และดาวนภา เพชรอําไพ อดีตผู้บริหารธนาคารกสิกรไทยที่เห็นโอกาสในการดำเนินธุรกิจจากการที่เคยเป็นผู้บริหารธนาคารมาก่อน
ระยะแรกบริษัทให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ใหม่และเก่าทุกแบรนด์ผ่านผู้จัดจำหน่ายใน จ.พิษณุโลก และจังหวัดอื่นในเขตภาคเหนือตอนล่าง
ปี 2539 ที่ลูกค้าเริ่มผ่อนรถหมด ลูกค้าที่มีทะเบียนรถจะขอกู้โดยโอนลอย แต่ยังสามารถนำรถไปใช้งานได้ ทำให้เกิดธุรกิจบริการสินเชื่อทะเบียนรถจักรยานยนต์เพื่อต่อยอดการให้บริการสินเชื่อแก่ลูกค้าที่ผ่อนชำระค่างวดตามสัญญาเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว รวมทั้งเพิ่มประเภทไปสู่รถยนต์และรถเพื่อการเกษตร
ปี 2544 MTLS หยุดให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อเนื่องจากผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์เริ่มให้บริการเช่าซื้อแก่ลูกค้าเอง ทำให้จำนวนผู้ให้บริการเพิ่มขึ้น การแข่งขันสูงขึ้น
ปี 2549 เริ่มเข้าสู่ธุรกิจสินเชื่อบุคคลภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยขยายบริการไปตามสาขาต่างๆ
MTLS มีบริษัทย่อย คือ เมืองไทย ลิสซิ่ง อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ ดำเนินธุรกิจนายหน้าประกันวินาศภัย ให้บริการเสริมแก่ลูกค้าที่นำมาใช้บริการสินเชื่อของบริษัท
ปัจจุบันบริษัทให้บริการสินเชื่อทะเบียนรถแก่ลูกค้ารายย่อยทั่วไป โดยครอบคลุมรถประเภทต่างๆ ประกอบด้วย รถจักรยานยนต์ รถยนต์ และรถเพื่อการเกษตร โดยลูกค้าที่มาขอสินเชื่อจะต้องส่งมอบสมุดคู่มือจดทะเบียนรถตัวจริง เพื่อเป็นหลักประกันโดยไม่ต้องจดทะเบียนโอนสิทธิในสมุดคู่มือจดทะเบียนรถ
นอกจากนี้ บริษัทยังให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลแก่กลุ่มลูกค้าเดิมของบริษัทที่มีประวัติการชําระดี ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2557 บริษัทมีสาขาทั้งสิ้น 454 สาขา กระจายตามภาคต่างๆ ยกเว้นภาคใต้
ณ ปัจจุบัน บริษัทมีทุนจดทะเบียนและทุนชําระแล้ว 1,575 ล้านบาท
โครงสร้างการดําเนินธุรกิจและที่มาของรายได้ของบริษัท
ธุรกิจการให้สินเชื่อทะเบียนรถยนต์ของบริษัทเน้นไปที่รถจักรยานยนต์เป็นหลัก ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2557 บริษัทมียอดสินเชื่อทะเบียนรถจักรยานยนต์คิดเป็น 84.2% ของยอดการให้สินเชื่อรวม รองลงมาเป็นสินเชื่อทะเบียนรถยนต์คิดเป็น 12.3% รถเพื่อการเกษตรคิดเป็น 3.1% และสินเชื่อส่วนบุคคลคิดเป็น 0.4% ตามลําดับ
สำหรับความเสี่ยงของ MTLS คือ ดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งกระทบทั้งกลุ่มธุรกิจ โดยนักวิเคราะห์รายหนึ่งวิเคราะห์ว่าหากดอกเบี้ยขึ้นบริษัทจะกระทบเป็นอันดับ 4 ของกลุ่มเช่าซื้อ เพราะพึ่งพาหนี้ดอกเบี้ยลอยตัวมาก เช่นเดียวกับมีสัดส่วนสินเชื่อที่มีดอกเบี้ยคงที่ในปริมาณสูง
แนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อทะเบียนรถจะยังเติบโตต่อเนื่องใน 4-5 ปีข้างหน้าตามรถจดทะเบียนอีกอย่างน้อย 23 ปี ทำให้บริษัทได้ดีจากความต้องการสินเชื่อนี้อยู่







