
หุ้นไทยเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นรอบใหม่
หุ้นไทยเดินตามรอยหุ้นโลก กลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นรอบใหม่เต็มตัว หลังจากที่ธนาคารกลางสำคัญผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม นำโดยธนาคารกลางยุโรป จีน และล่าสุดญี่ปุ่น ขณะที่นักลงทุนบรรเทาความวิตกเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก หลังจีน ยุโรป และสหรัฐต่างรายงานเครื่องชี้เศรษฐกิจดีเกินคาด
หุ้นไทยเดินตามรอยหุ้นโลก กลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นรอบใหม่เต็มตัว หลังจากที่ธนาคารกลางสำคัญผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม นำโดยธนาคารกลางยุโรป จีน และล่าสุดญี่ปุ่น ขณะที่นักลงทุนบรรเทาความวิตกเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก หลังจีน ยุโรป และสหรัฐต่างรายงานเครื่องชี้เศรษฐกิจดีเกินคาด
วันศุกร์ที่ผ่านมา ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เซอร์ไพรส์ตลาด ด้วยการขยายเป้าหมายในการเพิ่มปริมาณฐานเงินสู่ 80 ล้านล้านเยน (7.24 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) จากเดิมที่ 60-70 ล้านล้านเยน และซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 30 ล้านล้านเยน/ปี
ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น กองทุนบำนาญญี่ปุ่นที่มีขนาดสินทรัพย์ใหญ่ที่สุดในโลก มูลค่า 1.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เซอร์ไพรส์ดาบสองด้วยการประกาศจัดสรรเงินลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นและตลาดหุ้นต่างประเทศอย่างละ 25% ของเงินทุนทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากสัดส่วนเดิมที่อย่างละ 12% ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกขึ้นกระจาย นำโดยนิกเกอิที่บวกแรงถึง 4.8% ยุโรปบวก 1.8% และดาวโจนส์บวก 1.1%
เงินเยนร่วง 2.5% สู่จุดต่ำสุดในรอบ 6 ปี ที่ 111.89 เยน/เหรียญสหรัฐ
เงินเหรียญสหรัฐได้แรงหนุนจากมาตรการผ่อนคลายทางการเงินรอบใหม่ของ BOJ ก่อนหน้านั้น เงินเหรียญสหรัฐตอบรับเชิงบวกต่อแถลงการณ์หลังการประชุมเฟด ที่สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐ แม้การยุติคิวอีของเฟดจะเป็นไปตามที่ตลาดคาดก็ตาม
การแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐได้เพิ่มแรงกดดันต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะทองคำที่ดิ่งแรง 2.3% เหลือ 1,172 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ต่ำสุดในรอบกว่า 4 ปี
ดัชนีหุ้นไทยเกิดสัญญาณกลับตัวเป็นขาขึ้นตั้งแต่วิ่งผ่าน 1,555 จุด ภาพระยะ 3 เดือน มีแนวโน้มแกว่งขึ้น เข้าหายอดเดิมที่ 1,650 จุด และมีโอกาสวิ่งไปสู่ 1,700 จุด ในระยะถัดไป แม้มาตรการคิวอีของเฟดจะจบลงไปแล้วแต่ของ BOJ และ ECB ยังอยู่และทำเพิ่มขึ้นด้วย ทำให้สภาพคล่องในระบบการเงินโลกยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไป
เม็ดเงินจากกองทุนบำนาญญี่ปุ่นที่เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศอีกหนึ่งเท่าตัวเป็น 25% ส่วนที่เพิ่มขึ้น 13% นี้คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 1.43 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
หากกระจายเม็ดเงินสัก 1% ของส่วนนี้ เข้าตลาดหุ้นไทยจะเป็นเม็ดเงินราว 4.6 หมื่นล้านบาท ทีเดียว หุ้นบลูชิปยอดนิยมของต่างชาติน่าจะได้รับอานิสงส์ เช่น KBANK, BBL, SCC, ADVANC, INTUCH, PTT เป็นต้น
ในสัปดาห์นี้ ยังต้องจับตาผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรปว่าจะมีรายละเอียดแผนกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมหรือไม่ หลังอัตราเงินเฟ้อยูโรโซนล่าสุดอยู่ที่ 0.4% ในเดือน ต.ค. จากระดับ 0.3% ในเดือน ก.ย. แต่ยังห่างไกลจากเป้าหมายของธนาคารกลางยุโรปที่ 2% ขณะที่อัตราว่างงานของยูโรโซนในเดือน ก.ย. ทรงตัวอยู่ที่ 11.5% เมื่อเทียบกับเดือน ส.ค.
นอกจากนั้นยังต้องจับตาติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ ที่สำคัญ อาทิ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร อัตราการว่างงาน ดัชนี ISM ภาคการผลิตและภาคบริการ ตลอดจนผลการประชุมนโยบายการเงินของ กนง.ด้วย
ด้านปัจจัยในประเทศรัฐบาลจ่อออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 ในเดือน ธ.ค.นี้ หลังเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวเชื่องช้ากว่าที่คาด
บจ.ที่เหลือจะทยอยรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ก่อนถึงเส้นตายในกลางเดือน พ.ย. แม้ส่วนใหญ่จะไม่ดีนักเหมือนเศรษฐกิจ แต่ความคาดหวังถูกปรับลงมาแล้ว นอกจากนั้นส่วนใหญ่มองข้ามไปปี 2558 ที่เศรษฐกิจจะเร่งตัวขึ้น อันเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
แนะหาจังหวะเก็บหุ้นที่ได้ประโยชน์จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เช่น AOT, BBL, BGH, BTS, CENTEL, CK, KBANK, LPN, SPALI, STEC รวมถึงหุ้นที่แนวโน้มธุรกิจดีขึ้นอย่าง BEAUTY, SAMART, SAPPE, TUF ส่วนที่ปันผลเด่นมี INTUCH, BTS เป็นต้น
พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ







