
ภาครัฐสิงคโปร์อัดงบพัฒนาสมาร์ทเนชั่น
สิงคโปร์ถือว่าเป็นจุดศูนย์กลางทางเทคโนโลยีของเอเชีย ซึ่งภาครัฐของสิงคโปร์ ได้เดินหน้าร่วมมือกับต่างชาติอย่างต่อเนื่อง
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
สิงคโปร์ถือว่าเป็นจุดศูนย์กลางทางเทคโนโลยีของเอเชีย ซึ่งภาครัฐของสิงคโปร์ ได้เดินหน้าร่วมมือกับต่างชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันประเทศให้เป็นซิลิคอนวัลเลย์แห่งแรกของเอเชีย ด้วยการอัดงบ สนับสนุนทุกช่องทางพร้อมดูดนักพัฒนาจากทั่วโลก เข้ามาตั้งบริษัท
สตีฟ เลียวนาร์ด รองประธานกรรมการบริหาร อินโฟคอมม์ ดิวิลอปเม้นท์ ออโทริตี้ หรือไอดีเอ และที่ปรึกษามูลนิธิวิจัยแห่งชาติสิงคโปร์ กล่าวว่า การนำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาประเทศให้มากขึ้นถือว่าเป็นอีกหนึ่งในแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจและภาพรวมของประเทศให้โดดเด่นไม่แพ้ซิลิคอนวัลเลย์ ซึ่งโครงการสมาร์ทเนชั่น ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐกว่า 1.5 ล้านเหรียญสิงคโปร์ หรือกว่า 3.6 หมื่นล้านบาท
“สิงคโปร์ถือว่าเป็นประเทศที่มีเอกลักษณ์ด้าน อีโคซิสเต็มส์ทางไอทีที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง การใช้งานอุปกรณ์ไอทีทุกที่ทุกเวลาของประชากร ทำให้เกิดคลังข้อมูลขนาดใหญ่การเก็บข้อมูลเหล่านี้ไว้บนฐานข้อมูลกลางเพื่อให้นักการตลาดนำไปวิเคราะห์ ประมวลผล และต่อยอดในการสร้างแอพพลิเคชั่นและเทคโนโลยีใหม่ได้ ซึ่งคลาวด์ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ”
นอกจากนี้ รัฐบาลสิงคโปร์ยังได้นำข้อมูลส่วนตัวของประชากรทั้งประเทศไว้บนคลาวด์ จากเดิมที่ใช้เซิร์ฟเวอร์กลาง และแม้จะมีความกังวลจากหลายฝ่ายด้านความปลอดภัย เพราะจะเชื่อมโยงประวัติส่วนตัว ข้อมูลสุขภาพ บัตรประชาชน และบัตรเครดิตไว้ที่ฐานข้อมูลเดียวกัน แต่ภาครัฐลดข้อกังวลดังกล่าวลงด้วยการคัดเลือกบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือในการจัดเก็บข้อมูล
นั่นคือ เลือกใช้ อะเมซอนเว็บเซอร์วิส (AWS) ที่ถือว่าเป็นที่ยอมรับเรื่องระบบรักษาความปลอดภัยโซลูชั่นในการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์และความสามารถในการทำงานระบบรองรับแอพพลิเคชั่นและสมาร์ทโฟน
นอกจากนี้ อะเมซอนเองก็มีประสบการณ์ทำงานร่วมกับทางภาครัฐของอเมริกาด้านนโยบายสนับสนุนประชาชนในการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมแทนการสร้างอาคารสูง โดยทุ่มงบประมาณ 472 ล้านบาท (14.5 ล้านเหรียญสหรัฐ) ในการนำบิ๊กดาต้ามาวิเคราะห์ข้อมูลที่จำเป็นเพื่อต่อยอดในการสร้างบริการใหม่และปรับปรุงเทคโนโลยีเก่า
บิ๊กดาต้าถือว่าเป็นคลังข้อมูลที่สำคัญของนักการตลาด การนำเครื่องมือที่เหมาะสมมาใช้งานจะช่วยสร้างฐานข้อมูลสำหรับใช้งานได้ ซึ่งภาครัฐมีข้อมูลเหล่านี้แต่กลับไม่รู้วิธีบริหารจัดการที่ดีพอเพราะมองว่าข้อมูลประเภทรูป คลิปวิดีโอ และอีเมลเป็นข้อมูลขยะและอาจจะลบสิ่งที่สามารถใช้งานไปโดยไม่รู้ตัว
ดังนั้นการร่วมมือกันของไอดีเอ เอสเอพี และอะเมซอนถือว่าเป็นการวางฐานด้านอีโคซิสเต็มส์เพื่อต้อนรับสตาร์ทอัพที่มีความสามารถจากทั่วทุกมุมโลก
ปัจจุบันอัตราการใช้งานสมาร์ทโฟนของคนสิงคโปร์มีการเติบโตถึง 153.9% การใช้งานไวร์เลสบรอดแบนด์เพิ่มขึ้น 187.6% โดยโซเชียลเน็ตเวิร์กที่นิยมใช้งานกันมากที่สุด คือ ทวิตเตอร์ และคำค้นหามาก ที่สุดคือ มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ ส่วนรูปที่ส่งต่อกันมากที่สุด คือ ศิลปินเกาหลี
สตีฟ กล่าวเสริมว่า การทำโครงการสมาร์ทเนชั่น นอกจากเป็นการวางรากฐานเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว ยังเป็นโอกาสที่นักพัฒนาจะได้เม็ดเงินลงทุนจาก ทุกอุตสาหกรรม หากสร้างสรรค์เทคโนโลยี หรือ แอพพลิเคชั่นที่ดี
“แอพพลิเคชั่นที่ดีจะต้องตอบโจทย์ด้านไลฟ์สไตล์ของคนทุกกลุ่มได้ เช่น โมบายแบงก์กิ้ง เดลิเวอรี่และ อีคอมเมิร์ซ เป็นต้น เพื่อทำงานร่วมกับคนหมู่มากได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งประชากรสิงคโปร์จะมีสัดส่วนผู้สูงวัยมากกว่าวัยทำงานจึงควรทำแอพพลิเคชั่นสำหรับตลาดผู้สูงวัยด้วย”
แผนการผลักดันให้สิงคโปร์เป็นประเทศอันดับหนึ่งของโลกในเรื่องสมาร์ทเนชั่นไม่เกินปี 2558 คาดว่า จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพราะนอกจากนักพัฒนา ในแถบอาเซียนที่ถูกซื้อใจไว้ด้วยตัวเงินแล้ว นักพัฒนาที่มีฝีมือทางฝั่งยุโรปก็เริ่มขยับเข้ามาทำงานที่สิงคโปร์มากขึ้นเช่นกัน







