posttoday
เศรษฐกิจสหรัฐสดใสดันดอลลาร์ให้แข็งค่า

เศรษฐกิจสหรัฐสดใสดันดอลลาร์ให้แข็งค่า

03 พฤศจิกายน 2557

สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวระหว่าง 32.40-32.65 ในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นกรอบที่อ่อนค่าลงเล็กน้อยจากสัปดาห์ก่อน เนื่องจากเราคาดว่าการเคลื่อนไหวของค่าเงินทั่วโลกจะยังคงได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ ภายหลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณว่าโมเมนตัมการขยายตัวของเศรษฐกิจปรับดีขึ้นแล้ว ประกอบกับตัวเลขจีดีพีของสหรัฐในไตรมาส 3 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ จึงทำให้เงินดอลลาร์กลับมาอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอย่างชัดเจน

สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวระหว่าง 32.40-32.65 ในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นกรอบที่อ่อนค่าลงเล็กน้อยจากสัปดาห์ก่อน เนื่องจากเราคาดว่าการเคลื่อนไหวของค่าเงินทั่วโลกจะยังคงได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ ภายหลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณว่าโมเมนตัมการขยายตัวของเศรษฐกิจปรับดีขึ้นแล้ว ประกอบกับตัวเลขจีดีพีของสหรัฐในไตรมาส 3 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ จึงทำให้เงินดอลลาร์กลับมาอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอย่างชัดเจน

ปัจจัยที่จะมีผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรและดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (ภาคบริการ) ของสหรัฐ ตามมาด้วยตัวเลขผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของจีนและประเทศหลักอื่นๆ รวมทั้งการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางต่างๆ ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารกลางยุโรป และธนาคารกลางอังกฤษ โดยเราคาดว่าตัวเลขจากฝั่งของสหรัฐจะปรับดีขึ้นเป็นเดือนที่สองติดต่อกัน โดยเฉพาะในส่วนของการจ้างงาน ซึ่งตลาดคาดว่าสหรัฐจะมีการจ้างงานมากขึ้นกว่า 2.3 แสนตำแหน่งในเดือน ต.ค.ลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนที่ 2.48 แสนตำแหน่ง แต่ยังเป็นอัตราการปรับเพิ่มที่แข็งแกร่งมาก ซึ่งจะหนุนให้เงินดอลลาร์ปรับแข็งค่าขึ้นต่อ เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก

แต่เราคาดว่าเงินบาทจะไม่เผชิญแรงกดดันมากนัก เนื่องจากนโยบายใหม่ของธนาคารกลางญี่ปุ่นที่ประกาศออกมาในสัปดาห์ก่อนว่าจะมีการอัดฉีดเงินเยนเข้าสู่ระบบการเงินโลกมากขึ้นถือเป็นปัจจัยบวกต่อประเทศตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทย ซึ่งอาจจะเข้ามาเก็งกำไรหาผลตอบแทนในสินทรัพย์ของประเทศกำลังพัฒนามากขึ้นในช่วงที่เฟดยังคงดอกเบี้ยเช่นนี้ หรือที่เราเรียกกันว่า “carry trade” นั่นเอง โดยนักลงทุนต่างชาติสามารถกู้เงินเยนในอัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อมาลงทุนในสินทรัพย์ของประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูง ซึ่งจะทำให้ได้รับผลตอบแทนทั้งจากดอกเบี้ยที่สูงกว่าและผลตอบแทนจากอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อแลกเงินกลับเป็นเงินเยนอีกด้วย

สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปรับทะลุแนวต้านสำคัญที่ 32.50 ไป และโน้มอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องจากที่เปิดตลาดที่ 32.36 มาปิดตลาดที่ 32.58 ณ วันศุกร์ เนื่องจากเฟดออกมาประกาศยุติมาตรการเข้าซื้อสินทรัพย์ (QE) เนื่องจากเฟดมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐสามารถยืนได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาการกระตุ้นจากธนาคารกลางอีกต่อไปแล้ว

ดังนั้น การที่สหรัฐจะเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของการลงทุนทั่วโลก และอาจส่งผลให้เกิดเงินทุนไหลออกจากประเทศตลาดเกิดใหม่กลับไปสู่สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่สหรัฐยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยจากระดับ 0-0.25% เรามองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะยังไม่เกิดขึ้น ดังนั้นปัจจัยสำคัญควรจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ

อีกปัจจัยที่น่าตื่นเต้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา คือ การที่ธนาคารญี่ปุ่นประกาศเพิ่มปริมาณการเข้าซื้อสินทรัพย์จาก 60-70 ล้านล้านเยนมาเป็น 80 ล้านล้านเยน ทำให้เงินเยนอ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 5 ปีไปปิดตลาดที่ 111.97 และมีแนวโน้มอ่อนค่า 113 เยน/ดอลลาร์ได้

ขณะที่เงินยูโรเคลื่อนไหวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยหลังอัตราเงินเฟ้อในเดือน ต.ค.ปรับขึ้นมาที่ 0.4% จาก 0.3% ในเดือนก่อน ทำให้ความกังวลต่อภาวะเงินฝืดลดลงเล็กน้อย แต่ปัจจัยที่ต้องจับตาต่อไป คือ การประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรปในสัปดาห์หน้าว่าจะมีมุมมองต่อเศรษฐกิจยูโรโซนอย่างไรบ้าง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท