
ผู้ว่าธปท.ชี้ทุนสำรองไทยแกร่งรับมือวิกฤตระยะสั้นได้
ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยชี้ทุนสำรองไทยแกร่งรองรับวิกฤตระยะสั้นได้ ด้านนักวิชาการแนะรัฐเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยชี้ทุนสำรองไทยแกร่งรองรับวิกฤตระยะสั้นได้ ด้านนักวิชาการแนะรัฐเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
เมื่อวันที่ 2 พ.ย. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาทางวิชาการจัดโดยคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในหัวข้อ "แนวโน้มนโยบายการเงินของภูมิภาค และความเป็นไปได้การเกิดปัญหาวิกฤติในเอเชียตะวันออก" ว่า ในระยะสั้นหากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคเอเซียที่อาจได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ยังชะลอตัวลง เชื่อว่าประเทศไทยยังไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งพิงกองทุนจากองค์กรระหว่างประเทศมาพยุงเศรษฐกิจเนื่องจากประเทศไทยมีทุนสำรองทางการเงินที่เข้มแข็ง และมีข้อตกลงความร่วมมือในพหุภาคีภายใต้ความริเริ่มเชียงใหม่ ที่มีจุดประสงค์เพื่อป้องกันวิกฤตการเงินในชาติสมาชิกที่มีทุนสำรองระหว่างประเทศน้อย โดยจะเป็นเครือข่ายป้องกันหากเกิดภาวะขาดสภาพคล่องในอนาคตอยู่แล้ว
ขณะที่การจัดตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เอเชีย (Asian Infrastructure Investment Bank ) หรือ เอไอไอบี ที่มีจีนเป็นแกนนำในการจัดตั้ง เพื่อสนันสนุนการเข้าลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เชื่อว่าจะใช้รองรับความต้องการลงทุนของประเทศเพื่อนบ้านที่ที่ยังไม่สามารถเข้าระดมทุนในตลาดเงินได้เหมือนประเทศไทย เช่น ประเทศเมียนมาร์ได้มากกว่า และเป็นการเสริมบทบาทของ ธนาคารพัฒนาเอเซียหรือเอดีบีได้ และธนาคารโลกหรือเวอร์แบงก์ได้ ซึ่งประเทศไทยจะได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากการพัฒนาโรงสร้างพื้นฐานของประเทศเพื่อนบ้านที่ช่วยให้การเดินทางสะดวกสามารถทำการค้าได้คล่องตัวมากขึ้น
นายประสาร กล่าวถึงกรณีที่ ประเทศกลุ่มยุโรป และญี่ปุ่นเตรียมใช้แนวทางอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือ การทำคิวอีเพิ่มมากขึ้นว่า จะไม่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยเหมือนกับการลดคิวอีของสหรัฐ เพราะหากญี่ปุ่นเดินหน้าอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจจะส่งผลให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลง จนทำให้เงินบาทเทียบกับเงินเยนแข็งค่าขึ้น จนกระทบต่อการส่งออกไปญี่ปุ่นบ้าง แต่ในทางกลับกันสำหรับผู้ส่งออกที่มีการนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นก็จะมีต้นทุนทางการเงินที่ถูกลงด้วย
นายชโยดม สรรพศรี คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกยังมีปัญหา จากปัญหาของวิกฤติสถาบันการเงินทำให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้อย่างล่าช้า คาดว่าจะขยายตัวได้ 3% ในปีหน้า สำหรับญี่ปุ่นมีสัญญาณการฟื้นตัวโดยรัฐบาลยังต้องดำเนินนโยบายการเงินกรคลังอย่างระมัดระวัง เพราะยังมีปัจจัยเสี่ยงที่มีความอ่อนไหวต่อการฟื้นตัวในหลายด้าน
สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 2558 ในช่วงการบริหารงานของรัฐบาลปัจจุบัน หากได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชน นักลงทุนว่ามีความโปร่งใสในการบริหารงาน ควรต้องเร่งตัดสินใจลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟฟ้า มอเตอร์เวย์ เพราะโครงการลงทุนขนาดใหญ่จะเป็นปัจจัยหลักต่อเศรษฐกิจของประเทศ







