
คลังถอดใจเศรษฐกิจไทยปีนี้โต 1.4%
โค้งสุดท้ายของปีนี้ความคาดหวังเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวก็คงลำบาก
โค้งสุดท้ายของปีนี้ความคาดหวังเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวก็คงลำบาก ล่าสุด นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปี 2557 คาดว่าจะสามารถขยายตัวได้ 1.4% เป็นการปรับลดการขยายตัวจากล่าสุดที่คาดว่าจะโตได้ 1.5%
สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 2558 คาดว่าจะขยายตัวได้ 4.1% ในช่วงคาดการณ์ที่ 3.64.6% จากแรงส่งของการใช้จ่ายภาครัฐ ในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ด้านการคมนาคมและการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ อุปสงค์จากต่างประเทศ การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน ที่คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวและนโยบายภาครัฐที่มีความชัดเจน
ทั้งนี้ การขยายตัวในระดับดังกล่าว ถือว่าต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงวิกฤตน้ำท่วมปี 2554 ที่เศรษฐกิจขยายตัวได้ 0.1% แต่เชื่อว่ามาตรการกระตุ้นช่วงปลายปีจะสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยกลับมาขยายตัวดีขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้าย
ด้าน นางรุ่ง มัลลิกะมาส ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. จะมีการประชุมในวันที่ 5 พ.ย.นี้ เพื่อพิจารณาถึงตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุด และอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากปัจจุบันอยู่ที่ 2% ต่อปี หลังจากที่เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 มีแนวโน้มฟื้นตัวค่อนข้างช้าและไม่ชัดเจนในทุกภาค
คนไทยใช้หนี้จำนำข้าว 30 ปี
นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง เปิดเผยว่า แนวทางการใช้หนี้โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่คาดว่าจะขาดทุนสูงถึง 57 แสนล้านบาท อาจต้องใช้เวลาชดใช้ยาวถึง 30 ปี หรือมากกว่านั้น โดยวิธีการชำระหนี้จะต้องใช้ทั้งแนวทางบริหารหนี้แบบระยะสั้นและระยะยาวผสมกันให้สอดคล้องกับภาวะตลาด เพื่อให้มีภาระต้นทุนจากดอกเบี้ยต่ำที่สุด และค่อยตั้งเงินงบประมาณมาชดใช้หนี้จนหมด
ทั้งนี้ การใช้หนี้ขาดทุนจำนำข้าว มีทางแก้ทางเดียว คือ ต้องใช้หนี้ให้หมด ซึ่งจะตกเป็นภาระภาษีของทุกคนในประเทศ และคาดว่าอาจใช้เวลามากกว่า 30 ปี หรือต้องทำใจใช้หนี้กันยาวไปถึงรุ่นหลาน ส่วนการออกพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี เพื่อมาใช้หนี้จากการขาดทุนจำนำข้าว อาจทำได้แค่บางส่วนประมาณ 10% ของความเสียหายที่เกิดขึ้นเท่านั้น เพื่อให้ดอกเบี้ยต่ำ บางส่วนก็ต้องโรล โอเวอร์ หรือยืดอายุหนี้ออกไป
อัด 16 มาตรการกระตุ้นการลงทุน
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมออกมาตรการชุดเพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุนใหม่ในไทย โดยคาดว่าจะมีประมาณ 1516 มาตรการ มีทั้งมาตรการภาษีและไม่ใช่ภาษี เช่น การส่งเสริมให้บริษัทข้ามชาติเข้ามาลงทุนตั้งสำนักงานใหญ่ในไทย สามารถใช้กรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นฐานการลงทุนเชื่อมโยงกับการลงทุนในภูมิภาค ซึ่งคาดว่ามาตรการทั้งหมดจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนและนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาได้ภายใน 3 สัปดาห์
ขณะเดียวกัน ธนาคารโลกประจำประเทศไทยเปิดเผยรายงานการจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจปี 2558 (Ease of Doing Business 2015) ว่า อันดับประเทศที่มีความง่ายในการทำธุรกิจดีขึ้น โดยในปี 2558 ไทยถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 26 ของโลก ดีขึ้นจากปี 2557 ที่อยู่ลำดับ 28 และเป็นอันดับ 3 ในอาเซียนรองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย
ชงแก้ กม.สลากออกหวยออนไลน์
นายสมชัย สัจจพงษ์ อธิบดีกรมศุลกากร ในฐานะประธานสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า สำนักงานสลากฯ จะส่งร่างแก้ไขกฎหมายสำนักงานสลากฯ เพื่อแก้ปัญหาการขายสลากเกินราคาให้กระทรวงการคลังพิจารณาเดือน ธ.ค. 2557 คาดว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาได้ภายในต้นปีหน้า
ทั้งนี้ สาระสำคัญของการแก้ไขกฎหมายสำนักงานสลากฯ จะให้อำนาจสำนักงานสลากฯ ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น หวยออนไลน์ เพื่อให้ผู้ต้องการซื้อสลากมีทางเลือกมากขึ้น ทำให้ราคาสลากลดลงตามกลไกตลาด เพราะปัจจุบันการขายสลากถูกผูกขาด
นอกจากนี้ จะมีการแก้ไขการแบ่งรายได้ที่ปัจจุบันมีการกำหนดว่ารายได้จากการขายสลากจะเป็นเงินรางวัล 60% อีก 28% นำส่งคลังและ 12% เป็นค่าบริหารจัดการสำนักงานสลากฯ ซึ่งจะต้องมีการปรับเพื่อให้ผู้ขายรายย่อยได้กำไรมากขึ้น รวมถึงเพิ่มเงินรางวัลกลางๆ ให้มีจำนวนมากขึ้น ขณะเดียวกันจะมีการจัดตั้งกองทุนซื้อสลากเลขไม่สวยคืนจากผู้ค้าสลากด้วย
หุ้นพุ่งรับข่าวจีดีพีสหรัฐดีเกินคาด
การซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีปิดที่ระดับ 1,584.16 จุด เพิ่มขึ้น 2.87% จากสัปดาห์ก่อน มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 25.12% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 47,441.95 ล้านบาท โดยตลาดได้แรงหนุนจากตัวเลขจีดีพีในไตรมาส 3 ของสหรัฐที่ออกมาดีเกินคาด รวมทั้งแรงหนุนจากการที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม
ด้านนักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิรวมทั้งสัปดาห์ 2,639.33 ล้านบาท นักลงทุนในประเทศขายสุทธิ 7,822.22 ล้านบาท ขณะที่สถาบันในประเทศซื้อสุทธิ 8,081.63 ล้านบาท และบัญชีหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 2,379.92 ล้านบาท







