
เงินบาทปรับตัวในกรอบแคบ รอความชัดเจนปัจจัยต่างประเทศ
....วารุณี สิทธิถาวร
ในช่วงต้นสัปดาห์ (31 พ.ค.4 มิ.ย.) เงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 32.52 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในวันทำการแรกของสัปดาห์ โดยปรับแข็งค่าขึ้นจาก 32.57 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงปลายสัปดาห์ โดยเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับค่าเงินภูมิภาคเริ่มปรับแข็งค่าขึ้น นำโดยเงินริงกิตและเงินรูเปียห์ โดยมีแรงหนุนจากการฟื้นตัวขึ้นของตลาดหุ้นภูมิภาค เช่นเดียวกับตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นไปปิดในแดนบวกในวันทำการแรกของสัปดาห์ หนุนให้เงินบาทแข็งค่าแตะระดับ 32.48 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ดี ภาวะการลงทุนในช่วงนี้ยังคงเป็นไปอย่างระมัดระวังเนื่องจากความกังวลต่อปัญหาหนี้สินในยุโรปที่พุ่งขึ้นหลังจากที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ฟิทช์ เรทติ้งส์ มีการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสเปนลง 1 ขั้นสู่ระดับ AA+ โดยระบุว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสเปนย่ำแย่กว่าที่รัฐบาลคาดไว้ และคาดว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวอย่างมากในช่วง 23 ปีข้างหน้า อันเป็นผลจากมาตรการรัดเข็มขัดของทางการ
ขณะเดียวกัน ปัญหาความขัดแย้งระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ยังคงเป็นปัจจัยกดดันภาวะการลงทุนในตลาดหุ้น โดยความกังวลต่อปัจจัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ทำให้นักลงทุนยังลังเลใจในการเข้าลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง และยังคงเพิ่มน้ำหนักในการถือครองเงินเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้ค่าเงินภูมิภาคเริ่มปรับตัวในทิศทางอ่อนค่า
โดยเงินบาทอ่อนค่าสู่ระดับ 32.51 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และร่วงลงแตะระดับ 32.56 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงบ่ายวันอังคาร ตามการร่วงลงของตลาดหุ้น ที่ได้รับแรงกดดันจากความวิตกที่ว่าปัญหาหนี้สินของยุโรปอาจลุกลามไปสู่ภาคธนาคาร หลังธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ประกาศเตือนว่าธนาคารในยูโรโซนอาจเผชิญหนี้สูญ
“ระลอกสอง” มูลค่าราว 1.95 แสนล้านยูโร ในช่วง 18 เดือนข้างหน้า และปัจจัยลบหลังทางการจีนรายงานตัวเลขดัชนีฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ปรับตัวลงทำให้นักลงทุนเริ่มมีความกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนที่อาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ นักลงทุนยังคงปรับลดการลงทุนในสินทรัพย์ภูมิภาคในช่วงปลายสัปดาห์ เงินบาทยังคงปรับตัวในกรอบที่อ่อนค่าลง โดยอยู่ที่ 32.57 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงเช้าวันพุธ โดยมีแนวโน้มอ่อนค่าลงตามสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค เนื่องจากความต้องการเงินเหรียญสหรัฐยังคงเพิ่มสูงขึ้นจากความกังวลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในยูโรโซน และความกังวลเพิ่มเติมหลังข้อมูลภาคการผลิตของจีนออกมาต่ำกว่าคาด ซึ่งหนุนให้เงินเหรียญสหรัฐปรับแข็งค่าใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 15 เดือนเทียบตะกร้าสกุลเงิน ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลงแตะระดับ 32.59 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงกลางสัปดาห์ ท่ามกลางปริมาณการทำธุรกรรมที่ไม่มากนัก
ช่วงบ่ายวันพุธ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.25% ต่อไป โดยระบุว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตมากกว่าคาดในช่วงไตรมาสแรก แต่เริ่มชะลอลงในเดือน เม.ย. ส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบจากสถานการณ์การเมือง ขณะที่ปัญหาเศรษฐกิจการเงินของยุโรปและสถานการณ์การเมืองในประเทศยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย จึงยังคงอัตราดอกเบี้ยเพื่อรอประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้น แต่พร้อมพิจารณาขึ้นอัตราดอกเบี้ย หากปัจจัยการเมืองและปัญหาเศรษฐกิจยุโรปคลี่คลายลง
อย่างไรก็ดี แรงขายของนักลงทุนต่างชาติที่เริ่มชะลอลงประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ออกมาดี ทั้งในส่วนของตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชน ยอดคำสั่งซื้อโรงงานและดัชนีกิจกรรมภาคบริการที่บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังปรับตัวดีขึ้น ช่วยหนุนความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงในช่วงปลายสัปดาห์ เห็นได้จากการฟื้นตัวขึ้นของตลาดหุ้นเอเชีย เช่นเดียวกับตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขึ้นเหนือระดับ 760 และช่วยหนุนให้เงินบาทปรับแข็งค่าสู่ระดับ 32.55 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และทรงตัวใกล้ระดับ 32.57 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงปลายสัปดาห์ เนื่องจากเทรดเดอร์รอดูตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐที่จะประกาศออกมาในช่วงค่ำวันศุกร์ โดยการคาดการณ์ส่วนใหญ่มองว่าการ จ้างงานจะเพิ่มขึ้นกว่า 500,000 ตำแหน่ง แต่หลังตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนที่ประกาศในช่วงก่อนหน้าออกมาในเกณฑ์ดีทำให้เริ่มมีการคาดการณ์ว่าอาจเพิ่มสูงถึง 600,0000 ตำแหน่ง ซึ่งหากข้อมูลออกมาดีจะ หนุนการคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นที่แรก (ในภาวะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอจี) ยังต้องจัดการกับปัญหาเงินฝืดในประเทศและธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ยังต้องให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาหนี้สินของประเทศสมาชิก) และอาจเป็นปัจจัยที่หนุนให้เงินเหรียญสหรัฐฯ ยังคงปรับตัวในทิศทางขาขึ้นต่อไป
สัปดาห์นี้ (711 มิ.ย. 2553) สายงานธุรกิจตลาดทุนมองว่า สัปดาห์นี้เงินบาทยังคงปรับตัวในกรอบที่อ่อนค่า โดยมีกรอบการเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับสัปดาห์ที่ผ่านมาในช่วง 32.4032.65 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยใหม่ๆ เข้ามาชี้นำตลาด อีกทั้งภาวะการลงทุนในตลาดการเงินที่ยังคงถูกกดดันจากปัจจัยลบเดิมๆ แม้ว่าข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐในช่วงนี้จะออกมาในเชิงบวกเป็นส่วนใหญ่ แต่ยังไม่มีน้ำหนักพอที่จะหนุนความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงให้ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากตลาดยังมีความวิตกต่อปัญหาหนี้สินในยุโรปที่อาจลุกลามไปสู่ภาคธนาคาร และแนวโน้มการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจยุโรปและเศรษฐกิจจีนหลังเริ่มมีการส่งสัญญาณจากเจ้าหน้าที่ถึงความจำเป็นในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของจีน ทำให้ตลาดการเงินในช่วงสัปดาห์นี้ยังมีแนวโน้มปรับตัวผันผวน อย่างไรก็ดี หากพิจารณาภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นไทย เรามองว่า แรงขายของนักลงทุนต่างชาติที่เริ่มชะลอลงจะช่วยให้แนวโน้มขาลงของตลาดหุ้นไทยเป็นไปอย่างจำกัด และทำให้เงินบาทไม่อ่อนค่าลงมากนักในช่วงสัปดาห์นี้







