
เอเซียเสี่ยงเจอวิกฤตขาดแคลนพลังงาน
เอดีบีชี้เอเชียเสี่ยงเจอวิกฤตขาดแคลนพลังงาน เหตุเศรษฐกิจโตเร็ว พร้อมหนุนแจ้งเกิดพลังงานลม-แสงแดด
เอดีบีชี้เอเชียเสี่ยงเจอวิกฤตขาดแคลนพลังงาน เหตุเศรษฐกิจโตเร็ว พร้อมหนุนแจ้งเกิดพลังงานลม-แสงแดด
นายลี มินซู นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาคและการเงิน ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) กล่าวภายหลังแถลงเปิดตัวหนังสือเรื่อง “Asia’s Energy Challenge” ว่า จากการที่เศรษฐกิจในเอเชียโตเร็วมาก จึงจำเป็นต้องกลับมาวางแผนการใช้พลังงานในระยะยาวอีก 20 ปีข้างหน้า เพื่อไม่ให้เอเชียเจอวิกฤตขาดแคลนพลังงาน ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นความท้าทายของกลกไกตลาดพลังงานในเอเชีย
“โอกาสที่เอเชียจะขาดแคลนพลังงานมีสูงมาก และหากยังใช้พลังงานฟอสซิล (น้ำมัน) อยู่ ก็จะทำให้เอเชียกลายเป็นกลุ่มประเทศที่ปล่อยก๊าซคอร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในโลก ส่งผลต่อสภาวะโลกร้อน รวมทั้งมีการคาดการณ์ว่าในปี 2578 (ค.ศ.2035) การบริโภคพลังงานในเอเชียจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 51-56% ของการบริโภคพลังงานทั้งโลก จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 34%” นายลี มินซู กล่าว
อย่างไรก็ดี ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นประเทศที่มีความน่ากังวลว่าจะขาดแคลนพลังงานมากอีกหนึ่งประเทศในเอเชีย เนื่องจากพลังงานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของไทยอีกไม่เกิน 10-15 ปีก็จะหมดไป หากไม่มีการลงทุนหรือหาแหล่งพลังงานอื่นๆ เพิ่มเติม
ทั้งนี้ ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เสนอแนะว่า สิ่งแรกที่ต้องทำคือ การทำให้ราคาของพลังงานในเอเชียสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เพื่อส่งสัญญาณให้ผู้ใช้พลังงานใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยจากการศึกษาพบว่า ในบังกลาเทศและปากีสถานมีการอุดหนุนราคาพลังงานสูงถึง 4% ของจีดีพี ในอินเดีย อินโดนีเซียและเวียดนามมีการอุดหนุนราคาพลังงานมากกว่า 2% ของจีดีพี และฟิลิปปินส์มีการอุดหนุน 0.7% ของจีดีพีในปี 2554
นอกจากนี้ ควรมีการศึกษาพลังงานร่วมกัน เพื่อวางแผนพลังงานร่วมกัน โดยอาศัยประสบการณ์จากสหภาพยุโรป (อียู) เป็นตัวอย่าง แต่ในระยะแรกนี้อาจจะทำร่วมกันแค่เฉพาะในอนุภูมิภาคก่อนก็ได้ รวมทั้งมีการเชื่อมโยงระบบสายส่งไฟฟ้าและท่อส่งก๊าซฯ ระหว่างกัน เพื่อที่จะได้สลับใช้กันได้เวลาประเทศใดมีปัญหา รวมทั้งยังช่วยให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานได้มากขึ้น เพราะกว่า 50% ของประชากรโลกที่ยังเข้าไม่ถึงพลังงานอยู่ในเอเชีย และส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่ด้านพลังงานทดแทนให้มากขึ้น
นายลี มินซู กล่าวว่า การลงทุนพลังงานทดแทนเช่น พลังงานลมและพลังงานแสงแดด (โซล่าร์) น่าจะเหมาะสมกับเอเชีย เนื่องจากเป็นทรัพยากรที่มีอยู่มาก และปัจจุบันบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์โซล่าร์เชลล์ก็อยู่ในเอเชีย รวมทั้งในอนาคตคาดว่าต้นทุนในการผลิตพลังงานทดแทนเหล่านี้จะถูกลง เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐมากขึ้น
นางเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ทางเอดีบีได้นำเสนอให้มีการพิจารณาทางเลือกพลังานทดแทนอย่างจริงจัง เพราะพลังงานจากปิโตรเลียมจะหมดไป แต่พลังงานทดแทนเหล่านี้ปจจุบันยังมีต้นทุนราคาสูงอยู่ ดังนั้นรัฐบาลควรสนับสนุนระยะสั้น โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ทั้งนี้เชลล์แก๊สจะเป็นพลังงานอีกตัวที่มีผลต่อราคาพลังงานในอนาคต
“เอดีบีมองว่า ในอนาคตจีนจะกลายเป็นผู้ผลิตเชลล์แก๊สมากที่สุด และจะทำให้การผลิตพลังงานมาอยู่ที่เอเชียแทนตะวันออกกลาง รวมทั้งราคาพลังงานในอนาคตจะลดลง เพราะปัจจุบันยังไม่ได้ตีราคาเชลล์แก๊สเข้าไปด้วย และเชื่อว่าอีกไม่นานเมื่อจีนได้เทคโนโลยีในการดึงก๊าซออกจากโพรงหินได้ก็จะทำให้มรการผลิตเชลล์แก๊สออกมาแบบพุ่งพรวด” นางเดือนเด่น กล่าว







