posttoday
ภาษีกับการค้าขายยุคดิจิทัล โลกไร้พรมแดน

ภาษีกับการค้าขายยุคดิจิทัล โลกไร้พรมแดน

31 ตุลาคม 2557

ในกระแสของโลกดิจิทัล ทำให้ผู้ประกอบกิจการในปัจจุบันต้องปรับตัวให้เข้ากับวิถีการดำเนินชีวิตที่สื่ออิเล็กทรอนิกส์กลายเป็นปัจจัยหนึ่งในชีวิตประจำวัน การเติบโตอย่างรวดเร็วของสื่ออิเล็กทรอนิกส์เปิดไปสู่การขยายโอกาสทางการค้าผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ได้อย่างเสรีขึ้น สามารถเข้าถึงลูกค้าได้อย่างไร้พรมแดน และมีค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่า ประกอบกับเมื่อเข้าสู่เออีซีในปลายปี 2558 มีการส่งเสริมการเป็นตลาดเดียวกัน สนับสนุนการเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการระหว่างประเทศอย่างเสรีมากขึ้น ว่ากันว่า เรากำลังพูดถึงตลาด 600 ล้านคน ไม่ใช่แค่ 60 ล้านคน ในช่วงปีที่ผ่านมาเป็นที่รู้กันว่ามีการค้าขายแบบส่งตรงถึงลูกค้า โดยผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขายออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก หรืออินสตาแกรม รวมถึงการซื้อขายสินค้าดิจิทัลที่ไม่มีการส่งมอบสินค้า เช่น ดาวน์โหลดเพลง นิตยสาร

ในกระแสของโลกดิจิทัล ทำให้ผู้ประกอบกิจการในปัจจุบันต้องปรับตัวให้เข้ากับวิถีการดำเนินชีวิตที่สื่ออิเล็กทรอนิกส์กลายเป็นปัจจัยหนึ่งในชีวิตประจำวัน การเติบโตอย่างรวดเร็วของสื่ออิเล็กทรอนิกส์เปิดไปสู่การขยายโอกาสทางการค้าผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ได้อย่างเสรีขึ้น สามารถเข้าถึงลูกค้าได้อย่างไร้พรมแดน และมีค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่า ประกอบกับเมื่อเข้าสู่เออีซีในปลายปี 2558 มีการส่งเสริมการเป็นตลาดเดียวกัน สนับสนุนการเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการระหว่างประเทศอย่างเสรีมากขึ้น ว่ากันว่า เรากำลังพูดถึงตลาด 600 ล้านคน ไม่ใช่แค่ 60 ล้านคน ในช่วงปีที่ผ่านมาเป็นที่รู้กันว่ามีการค้าขายแบบส่งตรงถึงลูกค้า โดยผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขายออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก หรืออินสตาแกรม รวมถึงการซื้อขายสินค้าดิจิทัลที่ไม่มีการส่งมอบสินค้า เช่น ดาวน์โหลดเพลง นิตยสาร

เมื่อเร็วๆ นี้ กรมสรรพากรได้จัดสัมมนาให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (อีคอมเมิร์ซ) ทั้งนี้ในปัจจุบันผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซมีทั้งที่เป็นผู้ประกอบการที่มีสินค้าเป็นที่รู้จักในตลาดอยู่แล้ว เพียงแต่เพิ่มช่องทางการขายขึ้นเพื่อสนองความต้องการหรือไลฟ์สไตล์ของลูกค้า แต่กลุ่มนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่เป้าหมายของกรมสรรพากร เพราะส่วนใหญ่จะเป็นการประกอบกิจการในรูปบริษัทจำกัดที่อยู่ในระบบภาษีอยู่แล้ว ซึ่งกรมสรรพากรสามารถติดตามได้ตามขั้นตอนตรวจสอบปกติ

แต่กลุ่มที่เป็นเป้าหมายหลักของกรมสรรพากรน่าจะเป็นกลุ่มที่ทำธุรกิจของตนเอง โดยเฉพาะที่ประกอบกิจการในรูปบุคคลธรรมดา ขายสินค้าออนไลน์ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายย่อยที่ยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องภาษีอากร กลุ่มนี้จึงเป็นที่เพ่งเล็งของกรมสรรพากร

ดังนั้น มารู้จักภาระภาษีกันหน่อยว่าเป็นอย่างไร กรณีการขายสินค้าผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หากผู้ขายอยู่ในประเทศไทย ภาระภาษีก็เหมือนกับผู้ประกอบการทั่วไป กล่าวคือ ผู้มีรายรับมีหน้าที่ต้องนำรายรับมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล (กรณีประกอบกิจการในรูปนิติบุคคล) ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่ม หากมีรายรับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิน 1.8 ล้านบาท/ปี ก็มีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7% จากลูกค้ากรณีขายและส่งมอบสินค้าในประเทศไทย และจะมีหน้าที่ออกใบกำกับภาษีและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร

อาจมีคำถามว่า ถ้าไม่มีการส่งมอบสินค้า ภาระภาษีจะเป็นอย่างไร เช่น ทำธุรกิจผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วยแอพพลิเคชั่นสำหรับให้ลูกค้าดาวน์โหลดหนังสือหรือนิตยสารอิเล็กทรอนิกส์ โดยลูกค้าจ่ายเป็นรายเดือนหรือรายครั้ง กรณีนี้กรมสรรพากรได้มีการให้ความเห็นไว้ในหนังสือข้อหารือว่าถือเป็นบริการที่อยู่ในบังคับภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้ประกอบกิจการต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากลูกค้าด้วย ปกติหากเป็นกรณีขายหนังสือพิมพ์ นิตยสาร จะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ถ้าเป็นการซื้อหนังสือหรือนิตยสารโดยให้ลูกค้าดาวน์โหลดจะไม่ถือว่าเป็นการขายหนังสือหรือนิตยสารที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม จะเห็นว่ารูปแบบของการค้าทำให้เกิดภาระภาษีที่ต่างกันได้

กรณีมีลูกค้าต่างประเทศมาซื้อของและโอนเงินมาจากต่างประเทศ ถ้าหากขายสินค้าให้ลูกค้าในต่างประเทศโดยต้องทำการส่งออกสินค้าผ่านศุลกากรภาษีมูลค่าเพิ่มจะเป็นอัตราศูนย์ ข้อสำคัญคือจะต้องมีการส่งออกสินค้าถึงจะได้สิทธิภาษีมูลค่าอัตราศูนย์ ถ้าหากเป็นลูกค้าต่างประเทศก็จริง แต่ให้ส่งของในประเทศไทยแล้วจะต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ด้วย

ส่วนในกรณีผู้ขายอยู่ในต่างประเทศ ปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนในการจัดเก็บภาษีเงินได้จากธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มีลักษณะไร้พรมแดน ปราศจากลักษณะทางกายภาพ แต่กฎหมายภาษีและอนุสัญญาภาษีซ้อนยังผูกติดกับการที่จะต้องมีลักษณะทางกายภาพ จึงส่งผลให้ไม่ครอบคลุมต่อการจัดเก็บภาษีเงินได้

กล่าวคือ หากเป็นการขายโดยไม่ผ่านตัวกลางหรือตัวแทนในประเทศไทย หรือเป็นกรณีที่ตัว Server ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย เช่น ผู้ซื้อสามารถเข้าไปในเว็บไซต์ของผู้ขายเพื่อสั่งซื้อสินค้าจากผู้ขายต่างประเทศโดยตรง และผู้ขายส่งของเข้ามา กรณีนี้ผู้ซื้อหรือผู้นำเข้าจะเป็นคนชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อสินค้าผ่านด่านศุลกากร แต่ถ้าเป็นกรณีดาวน์โหลดลูกค้าในประเทศไทยมีหน้าที่ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อชำระเงิน ซึ่งก็อาจทำให้หลุดรอดไปบ้าง

การเกิดของธุรกิจผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะการค้าขายสินค้าดิจิทัล ทำให้เกิดกระแสการทบทวนกฎหมายทั้งภายในและระหว่างประเทศในเรื่องการจัดเก็บภาษีจากธุรกรรมในระบบดิจิทัล โดยเรื่องนี้เป็นหนึ่งในแผนปฏิบัติการของ OECD ต่อการป้องกันการวางแผนภาษีที่จะมีผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายกำไรเพื่อเสียภาษีในประเทศที่ภาระภาษีต่ำกว่า (Base Erosion and Profit Shifting) ดังนั้นอีกไม่นานเรื่องนี้คงจะได้มีการพูดถึงมากขึ้น เพื่อให้เกิดความชัดเจน ขจัดความซ้ำซ้อนและสนับสนุนการค้าการลงทุน ตอบสนองต่อกระแสเศรษฐกิจยุคดิจิทัล

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท