
ผลิตภาพเพื่อการแข่งขัน
เมื่อไม่กี่วันมานี้ ผมได้อ่านนิตยสาร “Outlook” ของธนาคารไทยพาณิชย์ ฉบับล่าสุดที่พูดถึง “ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย” แล้ว ผมยิ่งเชื่อว่า ทุกวันนี้เราควรให้ความสำคัญกับเรื่อง“ผลิตภาพ” (Productivity) อย่างจริงจัง เพราะมีผลต่อ “ขีดความสามารถในการแข่งขัน” ของทั้งระดับประเทศและระดับองค์กรจริงๆ
เมื่อไม่กี่วันมานี้ ผมได้อ่านนิตยสาร “Outlook” ของธนาคารไทยพาณิชย์ ฉบับล่าสุดที่พูดถึง “ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย” แล้ว ผมยิ่งเชื่อว่า ทุกวันนี้เราควรให้ความสำคัญกับเรื่อง“ผลิตภาพ” (Productivity) อย่างจริงจัง เพราะมีผลต่อ “ขีดความสามารถในการแข่งขัน” ของทั้งระดับประเทศและระดับองค์กรจริงๆ
ปัจจุบันการจัดอันดับ “ขีดความสามารถในการแข่งขัน” โดย World Economic Forum (WEF) ของประเทศไทยได้อันดับดีขึ้นจนเป็นอันดับที่ 13 ของโลก การปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อที่ลดต่ำลงและงบประมาณภาครัฐที่ขาดดุลน้อยลง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่ยั่งยืน
ส่วนปัจจัยด้านประสิทธิภาพของหน่วยงานและสถาบันต่างๆ นั้น ยังมีจุดอ่อนอีกมากและมีพัฒนาการน้อยมาก ภาพที่เราเห็นว่าอันดับดีขึ้น จึงอาจจะไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงเท่าที่ควร
การเผยแพร่การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ ทั่วโลกนั้น มักจะได้รับการกล่าวถึงกันอย่างแพร่หลายโดยนักวิชาการ และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายโดยตรง ตลอดจนสื่อมวลชนสายเศรษฐกิจ เพื่อประโยชน์ต่างๆ กัน
จุดประสงค์สำคัญของเรื่องการจัดอันดับก็คือ เพื่อนำมาใช้ในการกำหนดนโยบายและวางแผนสำหรับภาครัฐและการกำหนดกลยุทธ์สำหรับภาคธุรกิจอุตสาหกรรม โดยข้อมูลต่างๆ จะเป็นประโยชน์ในการนำมาวิเคราะห์ถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของไทยในเชิงเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ การนำมาตีความและใช้ประโยชน์นั้นไม่ควรจะมองเพียงแค่อันดับโดยรวมที่เปลี่ยนไปเท่านั้น แต่ควรวิเคราะห์เจาะลึกลงไปถึงปัจจัยหรือตัวบ่งชี้ที่มีการเปลี่ยนแปลงด้วย
เรื่องที่เราควรให้ความสำคัญในปัจจัยหรือตัวบ่งชี้ต่างๆ ก็คือ ผลิตภาพ (Productivity)
เรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งก็คือ การเพิ่มผลิตภาพการผลิต (Manufacturing Productivity) ทำได้ด้วยการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรอุปกรณ์ให้ทันสมัย ทดแทนการพึ่งพาแรงงานมากเกินไป ขณะนี้ต้องถือว่าการเพิ่มผลิตภาพการผลิตนี้มีความเร่งด่วนเนื่องจากโครงสร้างประชากรของไทยที่กำลังเปลี่ยนไป เพราะกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่มีอัตราส่วนของประชากรในวัย 60 ปีขึ้นไปในสัดส่วนที่สูง เมื่อเทียบกับประชากรวัยทำงาน (อายุ 1560 ปี)
ถึงแม้ว่าเราจะมีแรงงานราคาถูกที่ไหลเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่การพึ่งพาแรงงานต่างชาติมากเกินไปจะทำให้มีความเสี่ยงต่างๆ ทั้งต่อความมั่นคงและอาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันและรุนแรงได้ เช่น การไหลออกของแรงงานต่างชาติ หลังจากที่มีข่าวการต้องขึ้นทะเบียนแรงงาน อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เป็นต้น
เรื่องการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเครื่องมือให้ทันสมัยและมีกำลังการผลิตที่เพียงพอต่อการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคนี้ ภาคเอกชนคงจะต้องลงทุนและมีภาระเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน ภาครัฐก็ควรจะเร่งเพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อช่วยลดภาระต้นทุน ซึ่งไม่ใช่เพียงแต่โครงสร้างพื้นฐานในเชิงคมนาคม หรือการติดต่อสื่อสารเท่านั้น แต่รวมไปถึงนโยบายด้านธุรกิจอุตสาหกรรมและนโยบายด้านการศึกษาด้วย
ทุกวันนี้เราจึงต้องคำนึงถึงการพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันประเภทที่ยั่งยืนในระยะยาวให้มากขึ้น เช่น การปรับเปลี่ยนนโยบายที่มีลักษณะการปกป้องธุรกิจอุตสาหกรรม (Protectionism) การลดต้นทุนการผลิตด้วยการช่วยเหลือให้ความรู้ด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ การพัฒนาอย่าง ยั่งยืน การปรับเปลี่ยนสู่อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) การพัฒนาด้านการศึกษาในเชิงคุณภาพเพิ่มขึ้น เป็นต้น
การเพิ่มผลผลิตหรือการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity Improvement) ในทุกภาคส่วนจึงมีความสำคัญยิ่ง ซึ่งสามารถเริ่มได้ง่ายๆ โดยเปลี่ยนวิธีคิดวิธีทำงานใหม่ เรื่องใดวิธีใดที่ไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ต้องกำจัดให้หมดไป พร้อมๆ กับหาวิธีทำให้ได้ผลผลิตเพิ่ม แต่ใช้ทรัพยากรเท่าเดิม
เรื่องของการสร้างมูลค่าเพิ่มนี้จะเห็นได้ว่าในธุรกิจอุตสาหกรรมประเภท SMEs (วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม) สามารถจะวิเคราะห์เจาะลึกได้ง่ายกว่ากิจการใหญ่ๆ เมื่อเราสามารถกำจัดเรื่องไม่มีมูลค่าเพิ่มให้เหลือน้อยที่สุดได้ ความสูญเสียและต้นทุนก็จะลดลงอย่างเห็นได้ชัด การตั้งราคาขายก็จะตั้งได้ถูกกว่าคู่แข่ง ขีดความสามารถในการแข่งขันก็สูงขึ้น
ส่วนการเพิ่มผลิตภาพในระดับมหภาค (Macro) ก็ต้องหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งจะเห็นผลได้ชัดหากสามารถลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานต่างๆ ลงได้
เรื่องของผลิตภาพเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน จึงสำคัญมากขึ้นทุกที ครับผม!







