
"แมว จิรศักดิ์" มองการลงทุนเหมือนเมโลดี้เพลง
“จิรศักดิ์ ปานพุ่ม” หรือ “แมว” ที่รู้จักเป็นอย่างดีในมาดนักร้องและนักดนตรีร็อกแอนด์โรล วันนี้เราต้องรู้จักเขาในอีกบทบาทคือนักลงทุนในตลาดหุ้นที่มีพอร์ตการลงทุนประมาณ 1.41.5 ล้านบาท ในปัจจุบัน
“จิรศักดิ์ ปานพุ่ม” หรือ “แมว” ที่รู้จักเป็นอย่างดีในมาดนักร้องและนักดนตรีร็อกแอนด์โรล วันนี้เราต้องรู้จักเขาในอีกบทบาทคือนักลงทุนในตลาดหุ้นที่มีพอร์ตการลงทุนประมาณ 1.41.5 ล้านบาท ในปัจจุบัน
จุดเริ่มต้นการลงทุนของร็อกเกอร์คนนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2553 ตอนเขาอายุ 40 ปี เริ่มมีลูกและต้องการหาความมั่นคงให้กับสมาชิกในครอบครัว และมีอะไรไว้ให้กับลูกในอนาคต ซึ่งตรงกับสำนวนของฝรั่งที่ว่า ชีวิตเริ่มต้นเมื่อตอน 40 ปี แต่ความจริงเขารู้สึกว่ามันเริ่มต้นช้าเกินไป เพราะก่อนหน้านี้ใช้ชีวิตเหมือนนักดนตรีทั่วไปตระเวนร้องเพลงไปเรื่อย คิดน้อย ใช้ชีวิตเสเพลแล้วก็บ่นว่าไม่มีเงิน
แต่โชคดีที่รู้ตัวว่าตัวเองนิสัยเป็นคนที่จะเริ่มทำอะไรแล้วจะจริงจังมุ่งมั่น จึงใช้เวลาที่นั่งทำงานเพลงหน้าจอคอมพิวเตอร์ช่วงกลางคืน เริ่มศึกษาข้อมูลการลงทุน จนไปพบแบบจำลองการซื้อหุ้นของต่างประเทศและได้กำไรดี
จากนั้นก็เริ่มลงทุนในเกมจำลองการซื้อขายหุ้นคลิกทูวินของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พร้อมๆ กับหาหนังสือการลงทุนมาอ่าน และเริ่มเปิดพอร์ตลงทุนด้วยเงินต้น 3 แสนบาท ซื้อแต่หุ้นพื้นฐานขนาดใหญ่ที่อยู่ใน SET50 เช่น บริษัท ปตท. (PTT) เหมือนเป็นนักลงทุนสไตล์เน้นคุณค่าได้ไม่ถึง 1 ปี เริ่มรู้สึกว่าจะได้ผลตอบแทนที่ดีต้องรอนานมากและใช้ความอดทนสูงมาก จึงเริ่มหันไปมองศึกษาแนวอื่นๆ ดู จนมาเจอเรื่องการลงทุนแบบเทคนิคอลหรือดูกราฟเทคนิค และไปเรียนกับอาจารย์ปุย ประกาศิต ทิตาราม ที่ปัจจุบันอยู่ในสต็อกทูมอโรว์
จากวันนั้นมูลค่าพอร์ตพุ่งไปเกือบ 2 ล้านบาท หลังปี 2554 ที่มีวิกฤตน้ำท่วมประเทศไทย ทำให้ “แมว” ขายพอร์ตหุ้นบางส่วนไปถอยรถโตโยต้าฟอร์จูนเนอร์มา 1 คัน และมูลค่าพอร์ตเหลือ 1.4-1.5 ล้านบาท
ปัจจุบันแบ่งพอร์ตเป็นการลงทุนในหุ้นพื้นฐานกว่า 1.1 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เก็บไว้ในกลุ่มตระกูล “C” คือ บริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) และกลุ่มเกษตรและอาหารอีกหนึ่งตัว ขณะที่ปัจจุบันกำลังดูจังหวะเข้าซื้อหุ้น บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) จะเห็นได้ว่าหุ้นพื้นฐานที่เข้าซื้อเน้นไปในกลุ่มที่ต้องกินต้องใช้หรือเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน พอร์ตส่วนนี้จะไม่ค่อยมีการซื้อขายเก็บไว้กินปันผลเรื่อยๆ
สำหรับเงินส่วนที่เหลือ 35 แสนบาท จะเก็บไว้เป็นวงเงินในการซื้อขายระยะสั้น โดยตั้งเป้าไว้ว่าอย่างน้อยการลงทุนแต่ละครั้งต้องได้ส่วนต่างกำไร 37 หมื่นบาท เพราะเป็นระดับเดียวกับค่าตัวที่ออกไปร้องเพลงหรือทำงานข้างนอกครั้งหนึ่ง ซึ่งก็มีบ้างที่จะขาดทุนจากการลงทุนหรือขาดทุนกำไรเพราะใจร้อนรอไม่เป็น ดังนั้นจึงเชื่อในกราฟเทคนิคมาก
“หุ้นระยะสั้นที่ผมลงทุนอาจจะเป็นหุ้นที่กำลังมีเรื่องราวหรือกระแสข่าวอยู่บ้าง แต่ผมจะไม่เล่นหุ้นปั่นที่ขึ้นมาโดยไม่มีอะไรรองรับเลย และทุกครั้งก็จะดูกราฟเทคนิคประกอบเพื่อดูจังหวะเข้าลงทุน สำหรับผมการลงทุนในหุ้นเปรียบเหมือนการทำเมโลดี้เพลงที่ก่อนจะมีท่อนฮุกของเพลงก็ต้องมีการบรรเลงทำนองปูทางไปก่อน ก็เหมือนกับหุ้นที่ต้องมีเรื่องราวมีปัจจัยพื้นฐานประกอบและก่อนที่ราคาหุ้นจะค่อยๆ ปรับขึ้นจนเป็นราคาสูงสุดในแนวต้านแรก เปรียบเหมือนเพลงที่บรรเลงไปเรื่อยก่อนจะไปถึงท่อนฮุกที่ 1 สักพักก็จะมีการบรรเลงไปตามเมโลดี้เพลงไปเรื่อยๆ อีกครั้ง ก็เปรียบเหมือนการพักฐานของหุ้นก่อนที่ราคาจะกลับขึ้นไปที่ระดับสูงสุดใหม่ ซึ่งก็เหมือนกันเพลงที่เมโลดี้กลับมาเบาๆ และค่อยๆ เพิ่มความเข้มข้นของเมโลดี้ก่อนที่จะกลับขึ้นไปตรงท่อนฮุกอีกครั้ง เพียงแต่การลงทุนหุ้นเราจะต้องเลือกเข้าไปในจังหวะไหนให้ถูกต้องเท่านั้นเอง” แมว เปรียบเปรยให้ฟัง
สำหรับอนาคตของนักลงทุนคนนี้คือ ต้องการมีคอมพิวเตอร์ในห้องทำงาน 45 เครื่อง แบ่งเป็น 2 เครื่อง สำหรับทำงานเพลง ส่วนที่เหลือไว้ดูกราฟและเพื่อการลงทุนโดยเฉพาะ โดยมีเป้าหมายว่าวันหนึ่ง ถ้าเป็นไปได้อยากเห็นพอร์ตถึงหลัก 100 ล้านบาท ส่วนการลงทุนประเภทอื่นมองว่ายังไม่ใช่สไตล์การลงทุนแบบของตัวเอง เพราะเคยเข้าไปลงทุนในตราสารอนุพันธ์ (TFEX) มาแล้วเจอวันที่เกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ฮึ่มกัน จนโบรกเกอร์บังคับต้องปิดสถานะและขาดทุนไปหลายหมื่นบาท
วันนี้เขารู้ตัวว่าสไตล์การลงทุนเป็นแบบผสมผสานลงทุนทั้งหุ้นเก็งกำไรระยะสั้น เพราะเป็นคนที่ตัดสินใจครั้งหนึ่งก็เต็มไปด้วยความมั่นใจและกล้าเสี่ยงตามสไตล์หนุ่มร็อก แต่เขาก็สามารถสร้างสมดุลให้ตัวเองด้วยการลงทุนหุ้นพื้นฐาน เพื่อป้องกันความเสี่ยงและคิดไว้เสมอว่าเป็นการลงทุน เพื่อลูกและครอบครัวในอนาคต
ตอนนี้ก็หันมาเริ่มแนะนำเพื่อนพี่น้องในวงการดนตรีให้มาเห็นความสำคัญของการเก็บออมและหันมาลงทุนมากขึ้น อย่าปล่อยชีวิตเรื่อยๆ อย่างเมื่อก่อน เพราะเชื่อว่าการลงทุนในหุ้นสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าได้ โดยเริ่มเปลี่ยนจากมุมมองและทัศนคติว่า มา “ลงทุนหุ้น” มากกว่าที่จะมา “เล่นหุ้น”







