posttoday
หยั่นโกว่น

หยั่นโกว่น

29 ตุลาคม 2557

ตั้งแต่สหภาพพม่าเปลี่ยนชื่อประเทศเป็นสหภาพเมียนมาร์ในปี 2532 และมาเปลี่ยนอีกครั้งเป็น สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ คนไทยส่วนมากยังติดปากเรียกเขาว่าพม่าและไม่สนใจว่าทำไมเขาต้องเปลี่ยนชื่อ

ตั้งแต่สหภาพพม่าเปลี่ยนชื่อประเทศเป็นสหภาพเมียนมาร์ในปี 2532 และมาเปลี่ยนอีกครั้งเป็น สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ คนไทยส่วนมากยังติดปากเรียกเขาว่าพม่าและไม่สนใจว่าทำไมเขาต้องเปลี่ยนชื่อ

ในอดีตเมียนมาร์เคยถูกอังกฤษปกครอง ชื่อเมืองต่างๆ และชื่อประเทศจึงถูกเขียนและเรียกโดยภาษาอังกฤษ ซึ่งไม่มีอักษรวรรณยุกต์และเสียงมากพอที่จะออกเสียงคำของเมียนมาร์ได้อย่างชัดเจน อังกฤษจึงเรียกชื่อประเทศนี้ตามชื่อชนเผ่ากลุ่มใหญ่ที่ชื่อ “บะหม่า” ว่า เบอร์มาร์ BERMA ทำให้ไทยเราเรียกเขาว่า “พม่า” ตามเสียงภาษาอังกฤษ

สิ่งที่เราควรรู้คือประเทศนี้มีชนเผ่ามากมายนะครับ นอกจาก บะหม่าซึ่งมีราวๆ 60% ของประชากรทั้งหมดแล้ว เขายังมีอีก 7 เผ่าหลักอาศัยอยู่ตามรัฐต่างๆ ล้อมรอบชาวบะหม่าอยู่ อาทิ รัฐมอญ ยะไข่ ฉาน คะหยิ่น คะฉิ่น ชินและคะยา

ดังนั้นการเรียกประเทศนี้ว่า “เบอร์มา” จึงทำให้ชนเผ่าต่างๆ เกิดความไม่พอใจ เช่น ชาวไทยใหญ่ ที่อยู่ในรัฐฉานก็ไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็น“บะหม่า” เหมือนกับชาวกะเหรี่ยง ที่อาศัยอยู่ในรัฐคะหยิ่น ก็ไม่พอใจเหมือนกัน นี่ยังไม่รวมกับอีกกว่าร้อยชนเผ่าที่มีอยู่กระจัดกระจายในทุกภูมิภาค

ชนเผ่าต่างๆ เหล่านี้ เขามีธงชาติ มีประเพณีวัฒนธรรม อาหารการกิน แม้กระทั่งภาษาเป็นของตัวเอง คำว่ามีภาษาเป็นของตัวเองหมายถึงแม้กระทั่งตัวอักษรเขาก็มีเป็นของตัวเอง ไม่ใช่ใช้ตัวหนังสือเดียวกันแต่ แค่ออกเสียงต่างกัน ดังนั้นเมื่อไปเรียกเขาว่า “บะหม่า” เขาจึงไม่ยอมรับ ปัญหาที่ตามมาคือความเป็นเอกภาพของประเทศ

เมื่อมีจังหวะรัฐบาลจึงเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น “เมียนมาร์” ซึ่งเป็นภาษาของเขาเองและมีความหมายที่ดีว่า “แข็งแรงอย่างรวดเร็ว” เมื่อมีชื่อกลางๆ ขึ้นมา ชนเผ่าต่างๆ จึงรู้สึกสบายใจขึ้นที่จะถูกเรียกว่าเป็นชาวเมียนมาร์ มากกว่าถูกเรียกว่าเป็นชาวบะหม่า หรือธงเมียนมาร์ที่รัฐบาลเอาไปให้ชนเผ่าต่างๆ ก็สบายใจขึ้นที่ใช้คู่กับธงของชนเผ่าเขาเอง ความรู้สึกเป็นชาติเป็นหนึ่งเดียวกันก็ค่อยๆ มีมากขึ้นเรื่อยๆ

รู้เหตุผลที่ไปที่มาแบบนี้ เรายังจะยืนยันเรียกเขาว่า “พม่า” ด้วยเหตุผลที่ว่า เราคุ้นปากที่จะเรียกแบบนั้นกันอยู่หรือไม่ครับ?

อีกเรื่องที่ผมอยากจะชวนคิดชวนเปลี่ยนคือการเรียกชื่อเมือง ชื่อคน ชื่อสิ่งของของประเทศเพื่อนบ้าน ให้เหมือนกับภาษาท้องถิ่นของเพื่อนเราให้มากที่สุด ภาษาไทยเป็นภาษาที่ร่ำรวยเสียง มีตัวอักษร มีสระและมีวรรณยุกต์มากพอที่จะออกเสียงภาษาไหนๆ ในโลกนี้ได้อย่างชัดเจน แล้วทำไมเราจะต้องจำกัดตัวเองไปเรียกเพื่อนบ้านตามเสียงภาษาอังกฤษ ซึ่งมีเสียงน้อยกว่าเราเยอะ

เมืองหลวงในอดีตของเมียนมาร์มีชื่อว่า “หยั่นโกว่น” มาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอลองพญานำทัพลงมายึดเมืองจากชนเผ่ามู่น (หรือมอญในภาษาไทย) ก็เลยตั้งชื่อนี้ที่มีความหมายว่า “ปราศจากศัตรู” เพราะได้ปราบและขับไล่ ชาวมู่นซึ่งตอนนั้นเป็นศัตรูกันไปให้พ้นเมืองไปได้แล้ว อังกฤษซึ่งฟังไม่ชัดออกเสียงก็ไม่เป็นก็เลยเรียกเมืองนี้ว่า “Rangoon” ไทยเราก็เลยเรียก “ร่างกุ้ง”

พอพ้นจากอังกฤษ เมียนมาร์เขาเลยเรียกชื่อเมืองเขาว่า “หยั่นโกว่น” อย่างเต็มปาก แต่ภาษาอังกฤษที่มีตัวอักษรจำกัดจึงเขียนได้แค่ “Yangon” ซึ่งไทยเราก็เพี้ยนตามภาษาอังกฤษต่อว่า “ย่างกุ้ง”

ตอนเป็นเด็กพอคุณครูสอนว่า “ประเทศพม่า” มีเมืองหลวงชื่อ “ย่างกุ้ง” ผมก็มีคำถามในใจทันทีว่าประเทศนี้เขามีกุ้งมากมายขนาดต้องตั้งชื่อเมืองหลวงกันแบบนี้เลยเหรอ?

แต่ถ้าคุณครูสอนว่าเมืองนี้ชื่อ “หยั่นโกว่น” พร้อมบอก ความหมายที่ถูกต้องแต่แรก ผมก็จะรู้จักประเทศเพื่อนบ้านผมดีขึ้นตั้งแต่เด็กเมืองหลวงปัจจุบันของเมียนมาร์ชื่อ “เนบิด่อว์” แปลว่า “ราชธานีที่ยิ่งใหญ่” ครับ

สอนกันแบบนี้ดีกว่ามั้ยครับ?

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล