
ความสำเร็จของอินเดีย
เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2557 อินเดียเป็นประเทศแรกในเอเชียที่สร้างประวัติศาสตร์ ส่งยาน “มาร์ส ออร์บิเตอร์ มิชชั่น” (Mars Orbiter Mission) หรือมอม (MOM) ซึ่งมีชื่อเรียกเป็นภาษาถิ่นว่า “มังคลายาน หรือมงคลยาน (Mangalyaan)” ขององค์การวิจัยอวกาศอินเดีย (Indian Space Research Organisation) หรืออิสโร (ISRO) เข้าสู่วงโคจรดาวอังคารได้สำเร็จหลังการเดินทางนาน 10 เดือน ระยะทางร่วม 660 ล้านกิโลเมตร รวมถึงมีการบันทึกภาพพื้นผิวดาวอังคารและส่งกลับมายังโลก
เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2557 อินเดียเป็นประเทศแรกในเอเชียที่สร้างประวัติศาสตร์ ส่งยาน “มาร์ส ออร์บิเตอร์ มิชชั่น” (Mars Orbiter Mission) หรือมอม (MOM) ซึ่งมีชื่อเรียกเป็นภาษาถิ่นว่า “มังคลายาน หรือมงคลยาน (Mangalyaan)” ขององค์การวิจัยอวกาศอินเดีย (Indian Space Research Organisation) หรืออิสโร (ISRO) เข้าสู่วงโคจรดาวอังคารได้สำเร็จหลังการเดินทางนาน 10 เดือน ระยะทางร่วม 660 ล้านกิโลเมตร รวมถึงมีการบันทึกภาพพื้นผิวดาวอังคารและส่งกลับมายังโลก
การส่งยานไปสำรวจดาวอังคารของอินเดียมีเป้าหมาย เพื่อศึกษาพื้นผิวดาวอังคารและองค์ประกอบแร่ธาตุต่างๆ ของดาวอังคาร รวมถึงดูชั้นบรรยากาศดาวอังคารเพื่อวัดค่าก๊าซมีเทน ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับสิ่งมีชีวิตบนโลก ที่เกิดขึ้นโดยการปล่อยออกจากสิ่งมีชีวิต
ดังนั้น จึงมีการคาดการณ์กันว่า อาจจะมีตัวแมลงที่ปล่อยก๊าซมีเทนที่อาศัยอยู่ตามช่องตามรูในชั้นใต้ดินของดาวอังคาร
การส่งยานไปสำรวจดาวอังคารนี้ อินเดียใช้งบประมาณทั้งสิ้นประมาณ 74 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2,368 ล้านบาท ถือว่าเป็นโครงการการเดินทางระหว่างดาวเคราะห์ที่ใช้งบประมาณน้อยที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น
ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน คือเมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2557 องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐ หรือนาซ่า (National Aeronautics and Space Administration NASA) ได้ประสบความสำเร็จในการส่งยานอวกาศมาเวน (Maven) เข้าสู่วงโคจรของดาวอังคาร เพื่อศึกษาและหาเหตุผลว่า ทำไมชั้นบรรยากาศของดาวอังคารที่เคยหนาแน่นจึงหายไป ปัจจุบันดาวอังคารมีชั้นบรรยากาศที่เบาบางมาก จนทำให้น้ำบนผิวดาวอังคารเดือดและระเหยหายไปจนหมด
การส่งยานไปสำรวจดาวอังคารของสหรัฐใช้งบประมาณถึง 671 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 21,472 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าอินเดียเกือบ 10 เท่า
แม้อินเดียจะแสดงให้ชาวโลกเห็นว่า สามารถส่งยานไปดาวอังคารได้สำเร็จเพียงครั้งแรกที่มีการส่งยาน ในขณะที่บางชาติต้องส่งยานออกสำรวจมากกว่าหนึ่งครั้ง และใช้งบประมาณจำนวนมากกว่าอินเดียหลายเท่า รวมถึงการแสดงแสนยานุภาพทางทหาร อินเดียถือเป็นประเทศมหาอำนาจทางทหารที่สำคัญประเทศหนึ่งในโลก กองทัพเรืออินเดียสามารถผลิตเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ได้เอง มีเรือบรรทุกเครื่องบิน เรือสงครามทุ่นระเบิด ฯลฯ กองทัพบกมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีอำนาจการทำลายล้างสูง
และอินเดียยังเป็นหนึ่งในจำนวนไม่กี่ประเทศในโลกที่มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง และมีโครงการพัฒนาทางด้านนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง
แต่จากการสำรวจของแผนกประชากร สำนักงานเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2557 พบว่า อินเดียเป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับที่สองของโลก ประมาณ 1,246.8 ล้านคน รองจากจีน ซึ่งมีประมาณ 1,367.4 ล้านคน จากประชากรทั้งโลก 7,193.1 ล้านคน
เมื่อปี พ.ศ. 2553 อินเดียมีสัดส่วนคนยากจนมากที่สุดในโลก คนยากจนคือผู้ที่ยังชีพด้วยรายได้ไม่ถึงวันละ 1.25 เหรียญสหรัฐ เรียกได้ว่าอินเดียเป็นประเทศที่รวยกระจุก แต่จนกระจาย
คนยากจนของอินเดียคิดเป็น 80% ของประชากรทั้งหมด นอกจากนี้ ปี พ.ศ. 2555 อินเดียมีสัดส่วนเด็กเสียชีวิตก่อนอายุ 5 ขวบ มากที่สุดในโลก โดยมีมากถึง 1.4 ล้านคน จากทั้งหมด 6.6 ล้านคนทั่วโลก
แม้การส่งยานไปดาวอังคารจะนำมาซึ่งความปีติของชาวอินเดีย แต่เชื่อว่าประชาชนชาวอินเดียจำนวนไม่น้อยที่มีความคิดว่า หากรัฐบาลนำเงินจำนวนนี้มาใช้ในการพัฒนาประเทศ ด้านการศึกษา การสาธารณสุข ให้ความรู้เรื่องการคุมกำเนิด แก้ไขปัญหาความยากจน แก้ไขปัญหาการใช้แรงงานเด็ก ย่อมทำให้ชาวอินเดียมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
เพราะการนำเงินมาพัฒนาประเทศและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ สร้างคุณภาพชีวิตให้แก่ประชาชน จะทำให้ประชากรโดยส่วนรวมได้รับผลประโยชน์โดยตรง
ปัญหาความยากจนถือว่าเป็นปัญหาสำคัญของโลก และเป็นปัญหาที่ท้าทายความสามารถของรัฐบาลประเทศต่างๆ ว่ามีประสิทธิภาพในการบริหารประเทศเพียงใด







