
เวียดนามเร่งเจรจาเอฟทีเอ
เดินหน้ายกระดับมาตรฐานการผลิตสินค้าส่งผลิตภัณฑ์เป็นมิตรสิ่งแวดล้อมป้อนอียู
เดินหน้ายกระดับมาตรฐานการผลิตสินค้าส่งผลิตภัณฑ์เป็นมิตรสิ่งแวดล้อมป้อนอียู
เวียดนามลุยผลิตสินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อม เจาะตลาดอียู เตรียมพร้อมหากเจรจาเอฟทีเอสำเร็จ
นางมาลินี หาญบุญทรง ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม เปิดเผยว่า เวียดนามเป็นประเทศที่พัฒนาตัวเองอย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกสินค้ารายใหญ่ของโลก ปัจจุบันประเทศเวียดนามได้มองข้ามการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ไปแล้ว และมองไปที่การเจรจาเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่เวียดนามกำลังเจรจากับสหภาพยุโรป (อียู)
ทั้งนี้ ผู้ผลิตสินค้าในเวียดนามพยายามปรับปรุงการผลิตสินค้าให้ได้คุณภาพมาตรฐาน คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถส่งสินค้าไปขายในกลุ่มประเทศอียูและสหรัฐได้ เพราะหากการเจรจาเอฟทีเอกับอียูสำเร็จ ผู้ผลิตสินค้าในเวียดนามจะได้พร้อมส่งสินค้าเข้าตลาดอียูได้ โดยได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้การเจรจาเอฟทีเอ
ขณะเดียวกัน เวียดนามได้ร่วมเจรจาความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) เพื่อหวังเข้าเจาะตลาดกลุ่มแปซิฟิก โดยรัฐบาลเวียดนามพยายามส่งเสริมให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศ ด้วยการผ่อนคลายกฎระเบียบหลายอย่างที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน เช่น ต่างชาติสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจได้ 100% เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศให้เข้มแข็ง
นอกจากนี้ ได้จัดโซนนิ่ง เพิ่มจำนวนนิคมอุตสาหกรรมในแต่ละจังหวัดให้มากขึ้น เพื่อรองรับการลงทุนที่มีแนวโน้มจะขยายตัว โดยพยายามอำนวยความสะดวกให้นักลงทุนมากที่สุด
นายวัลลภ วิตนากร ที่ปรึกษาสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่า การเจรจาเอฟทีเอระหว่างเวียดนามและอียูน่าจะรู้ผลอย่างเร็วที่สุดในปี 2559 ขณะที่การเจรจาระหว่างอียูกับไทยได้พักการเจรจาไว้
สำหรับการใช้สิทธิประโยชน์เอฟทีเอของเวียดนามยังมีปัญหาเรื่องการสะสมแหล่งกำเนิดสินค้าในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม เนื่องจากตามกฎเอฟทีเอจำเป็นต้องใช้วัตถุดิบภายในประเทศเท่านั้น แต่เวียดนามมีวัตถุดิบผ้าผืนไม่เพียงพอต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยต้องพยายามปรับตัว โดยโรงงานขนาดใหญ่ที่มีการขยายฐานการผลิตออกไปที่ประเทศเวียดนามแล้ว อาจมีการย้ายคำสั่งซื้อไปผลิตยังโรงงานในประเทศเวียดนาม เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ที่เวียดนามได้รับ เพื่อรักษาขีดความสามารถการแข่งขัน
ขณะที่การเจรจาทีพีพียังต้องใช้เวลา เพราะยังคงมีข้อขัดแย้งกันมาก เนื่องจากต้องเจรจากัน 12 ประเทศ ซึ่งหากไม่สามารถเจรจาสำเร็จภายในปี 2559 ที่พ้นวาระประธานาธิบดี บารัก โอบามา ไปแล้ว ก็ต้องดูว่าประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่จะเห็นด้วยกับการเจรจาครั้งนี้ต่อเนื่องหรือไม่ ซึ่งทำให้เกิดความไม่แน่นอนขึ้น







