posttoday
ราคาพันธบัตรสูงขึ้นเล็กน้อยต่างชาติยอดถือครองระยะยาวเพิ่มขึ้น

ราคาพันธบัตรสูงขึ้นเล็กน้อยต่างชาติยอดถือครองระยะยาวเพิ่มขึ้น

28 ตุลาคม 2557

ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (4 วันทำการ) มีมูลค่ารวม 252,155 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 63,039 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 28%

ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (4 วันทำการ) มีมูลค่ารวม 252,155 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 63,039 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 28%

ทั้งนี้ เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่ากว่า 69% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 173,560 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 61,551 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 2,825 ล้านบาท หรือคิดเป็น 24% และ 1% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ

สำหรับ พันธบัตรรัฐบาล ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น LB21DA (อายุ 7.2 ปี) LB236A (อายุ 8.7 ปี) และ LB196A (อายุ 4.7 ปี) โดยมีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 23,750 ล้านบาท 10,242 ล้านบาท และ 8,060 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนพันธบัตรที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย คือ รุ่น CB15122B (อายุ 90 วัน) CB14O30A (อายุ 6 วัน) และ CB15423A (อายุ 181 วัน) มูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 20,514 ล้านบาท 14,101 ล้านบาท และ 11,620 ล้านบาท ตามลำดับ

ขณะที่หุ้นกู้ภาคเอกชน ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัทลีสซิ่งไอซีบีซี (ไทย) รุ่น ICBCTL159A (AAA) มูลค่าการซื้อขาย 281 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ รุ่น LH153A (A+) มูลค่าการซื้อขาย 242 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท น้ำตาลมิตรผล รุ่น MPSC249A (A+) มูลค่าการซื้อขาย 206 ล้านบาท

ราคา (Price) ของพันธบัตรรัฐบาลอายุตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป ปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย หรือผู้ซื้อจะได้ผลตอบแทน (Yield) ลดลงประมาณ 0.010.02% หากเข้าซื้อพันธบัตรในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า วันที่ 22 ต.ค. ถึงแม้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2557 เศรษฐกิจไทยอาจเรียกได้ว่าอยู่ในภาวะซบเซา (Stagnation) แต่ในปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจบ้างแล้ว

ขณะที่สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) มองว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการบริโภคของภาคครัวเรือน อาจไม่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้มากนัก เพราะปัจจุบันสัดส่วนหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง ถึงแม้จะมีการลดดอกเบี้ยแต่ความต้องการบริโภคก็จะเกิดขึ้นไม่มาก สิ่งที่น่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้ดีในขณะนี้ คือการลงทุนของภาครัฐโดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานซึ่งมีความพร้อมด้านการลงทุนอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ด้วยแนวโน้มของเศรษฐกิจไทยที่กำลังเริ่มฟื้นตัว ประกอบกับทิศทางดอกเบี้ยในประเทศที่ยังไม่น่าจะปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเวลาอันใกล้ ทำให้นักลงทุนต่างประเทศยังทยอยเข้าลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว (อายุคงเหลือมกกว่า 1 ปี) อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (20–24 ต.ค.) นักลงทุนต่างประเทศถือครองตราสารหนี้ระยะยาวเพิ่มขึ้น 4,660 ล้านบาท จากเดิมซึ่งอยู่ที่ 601,490 ล้านบาท ในสัปดาห์ก่อนหน้ามาอยู่ที่ 606,150 ล้านบาท ในสัปดาห์นี้

ทั้งนี้ นักลงทุนต้องติดตามผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 28–29 ต.ค. โดยเฉพาะเรื่องความชัดเจนในการยุติมาตรการคิวอี (QE) และการส่งสัญญาณเกี่ยวกับการขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต ซึ่งจะมีผลต่อการไหลเข้าออกของเงินทุนต่างชาติในตลาดตราสารหนี้ไทยสำหรับช่วงเวลาถัดไปด้วยเช่นกัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท