
แก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ
ผมไม่ทราบข่าวที่ว่ารัฐบาลมีนโยบายคุมกำเนิดผลผลิตทางการเกษตร
ผมไม่ทราบข่าวที่ว่ารัฐบาลมีนโยบายคุมกำเนิดผลผลิตทางการเกษตร ให้จำกัดการผลิตผลผลิตให้เพียงพอสำหรับความต้องการภายในประเทศ แทนที่จะผลิตเหลือส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศด้วย ทั้งนี้เพื่อแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ จนรัฐบาลต้องเข้าไปแทรกแซง อย่างการรับจำนำข้าวของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย การรับประกันรายได้ของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ หรือการแจกเงินให้เกษตรกรของรัฐบาลปัจจุบัน นั้นเป็นนโยบายของรัฐบาลจริงหรือไม่
นอกจากนั้น มีข่าวว่า เนื่องจากราคาการเกษตรใช้แรงงานสูงถึง 40% ของแรงงานทั้งหมด แต่สร้างรายได้ให้จีดีพีของประเทศเพียง 10% จึงควรลดกิจกรรมทางการเกษตรลง เพื่อดึงแรงงานในภาคการเกษตรเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม ซึ่งกำลังขาดแคลนแรงงาน ฟังๆ ดูเหมือนกับว่าภาคการเกษตรเป็นตัวเหนี่ยวรั้งการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศที่จะก้าวไปสู่ความเป็นดิจิทัล อีโคโนมี หรือล่าสุดเป็นศูนย์กลางพาณิชย์ของโลกตามนโยบายของรัฐบาล
ก็ว่ากันไปครับ แต่เท่าที่เห็นมานั้นเกษตรกรที่ทำนาทำไร่ส่วนใหญ่เวลานี้มีแต่แรงงานเด็กและคนชราที่ออกไปทำงานนอกพื้นที่ไม่ได้ ส่วนคนหนุ่มคนสาวที่อยู่ในวัยทำงานส่วนใหญ่ ถ้าไม่ออกไปทำงานในภาคบริการต่างๆ บ้าง ก็ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมอยู่แล้ว จะกลับมาปลูกข้าว ถอนมัน ตัดข้าวโพด เกี่ยวข้าวบ้าง ก็ในช่วงฤดูกาลเพาะปลูกและเก็บเกี่ยว ไม่ได้มีแรงงานเหลือเฟืออย่างข่าวที่ปรากฏออกมา
ผมว่าการวิเคราะห์เรื่องแรงงานในภาคเกษตรนั้นคงต้องวิเคราะห์ลงรายละเอียดให้ดี เพราะภาคการเกษตรของไทยนั้น แบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ การเพาะปลูกพืชไร่ นา สวน การประมง การปศุสัตว์ และป่าไม้ แต่คนส่วนใหญ่เมื่อพูดถึงภาคการเกษตรก็มักจะนึกถึงชาวนา ชาวสวน โดยเฉพาะชาวสวนยางที่กำลังมีปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ แต่ความจริงภาคการเกษตรที่ใช้แรงงานจำนวนมาก น่าจะได้แก่ ภาคการประมง แต่แรงงานส่วนใหญ่ที่ใช้เป็นแรงงานต่างด้าว เช่นเดียวกับภาคการเกษตรกึ่งอุตสาหกรรมอย่างชาวไร่อ้อยและป่าไม้ เพราะฉะนั้นหากคิดว่า ถ้าลดปริมาณผลผลิตลง แล้วจะดึงแรงงานจากภาคการเกษตรเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมนั้น อาจเป็นความคิดที่ไม่ได้เจาะลึกโครงสร้างแรงงานในภาคการเกษตรแต่ละภาคให้ชัดเจนเท่าที่ควร ว่าจริงๆ แล้วมีแรงงานไทยในภาคการเกษตรในภาพรวมทั้งสิ้นเท่าไร ไม่นับแรงงานต่างด้าว ซึ่งคงไม่สามารถที่จะเคลื่อนย้ายเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมได้ทั้งหมด เพราะขาดความรู้และทักษะการทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม
นอกจากนั้น ไม่แน่ใจว่าได้มีการนับแรงงานในภาคการผลิตสินค้าเกษตรแปรรูปเป็นแรงงานในภาคการเกษตรด้วยหรือไม่ เพราะโรงงานเหล่านี้ ปัจจุบันล้วนแล้วแต่ใช้แรงงานต่างด้าวในการผลิตเป็นส่วนใหญ่ เช่น โรงเชือดเป็ดไก่ โรงงานสับปะรดกระป๋อง ถ้านับแรงงานเหล่านี้ด้วย จำนวนแรงงานในภาคการเกษตรก็ย่อมดูสูงมากเป็นธรรมดา แต่ส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานทั้งที่ถูกต้องตามกฎหมายและที่ลักลอบเข้ามาทำงาน จึงไม่ใช่แรงงานที่จะเคลื่อนย้ายเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมได้โดยง่ายอย่างที่หลายคนเข้าใจ
สรุปสำหรับประเด็นนี้ คือ ภาคการเกษตรไม่ใช่ภาคเศรษฐกิจที่ดึงรั้งแรงงานไว้กับไร่นาแทนที่จะไหลเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรม เป็นอุปสรรคในการพัฒนาการอุตสาหกรรมของประเทศให้สามารถแข่งขันได้ และความจริง ถ้ายังหวังพึ่งความได้เปรียบด้านแรงงานเพื่อสร้างผลผลิตออกมาแข่งขันกับประเทศอื่นแค่คิดก็ผิดแล้ว เพราะทำอย่างไรก็ไม่สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านที่ค่าแรงถูกกว่าได้อย่างแน่นอน การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันสินค้าอุตสาหกรรม จึงควรเป็นด้านการพัฒนาเทคโนโลยีแทนที่จะเป็นการแข่งขันด้านแรงงาน ถึงจะทำให้ไทยเป็นดิจิทัล อีโคโนมี อย่างที่รัฐบาลว่า ใช่ไหมครับ
ส่วนประเด็นที่ว่าควรจำกัดปริมาณผลผลิตให้น้อยลงเพียงพอที่จะสนองความต้องการในประเทศ เพราะถ้าผลิตออกมาขายในต่างประเทศด้วย ถ้าราคาผลผลิตในตลาดโลกลดลง เกษตรกรก็จะเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยนั้น มองอย่างผิวเผินก็น่าจะแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำได้ แต่ถ้ามองให้ลึกๆ ประเทศไทยนั้นมีรายได้จากการส่งสินค้าเกษตรแปรรูปไปขายในต่างประเทศมากมาย ทั้งหมู เห็ด เป็ด ไก่ อาหารทะเลแช่แข็ง ฯลฯ ถ้าเกษตรกรผลิตแค่ปริมาณจำกัด เพื่อสนองความต้องการของอุตสาหกรรมเหล่านี้ ก็ใช่ว่าเกษตรกรจะขายผลผลิตได้ในราคาที่สูงกว่าราคาในตลาดโลก เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล่านี้จะยอมรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตของเขาสูงกว่าคู่แข่งในต่างประเทศ แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าเกิดราคาผลผลิตสูงขึ้น เกษตรกรหรือประเทศไทยก็จะสูญเสียโอกาสในการทำกำไรจากการส่งสินค้าเกษตรออกไปขายในต่างประเทศ เพราะส่วนแบ่งตลาดได้ถูกคู่แข่งแย่งชิงไปแล้ว และการเพิ่มผลผลิตก็หาใช่ทำได้ง่ายๆ เหมือนการปั๊มสินค้าในโรงงานออกไปจำหน่าย เพราะต้องใช้เวลาในการเพาะปลูกระยะหนึ่ง
การแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยให้เกษตรกรลดผลผลิตลงจึงเป็นการแก้ไขปัญหาที่ไม่ตรงจุด เป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ และเป็นการทิ้งความได้เปรียบตามธรรมชาติของประเทศที่เป็นประเทศเกษตรกรรมมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์อย่างน่าเสียดาย
ความจริงการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำนั้น ควรแก้ไขปัญหาที่สาเหตุ คือ ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรไทยสูงกว่าประเทศคู่แข่งและผลผลิตต่อไร่ต่ำ เพราะโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตร โดยเฉพาะการชลประทานนั้นไม่เข้าถึงพื้นที่ที่ใช้เพื่อการกสิกรรมอย่างทั่วถึง เหมือนที่รัชกาลที่ 5 ทรงขุดคลองชลประทานไว้แถวรังสิต เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว นอกจากนั้นก็มีระบบการชลประทานในภาคกลางเป็นหลัก รัฐบาลจึงควรให้ความสนใจในการพัฒนาระบบชลประทานให้เกษตรกรมีน้ำใช้ในการเพาะปลูกอย่างทั่วถึง ส่งเสริมให้มีการพัฒนาคุณภาพดินที่เสื่อมสภาพเพราะการเพาะปลูกซ้ำซาก ส่งเสริมให้เกษตรเข้าถึงปัจจัยการผลิตในราคายุติธรรมโดยเฉพาะปุ๋ย และสุดท้ายคือส่งเสริมการค้นคว้าวิจัยพันธุ์พืชที่ให้ผลผลิตสูง คุณภาพผลผลิตดีและมีความทนทานต่อสภาวะอากาศและศัตรูพืช
ท้ายสุดคือรัฐบาลจะต้องสร้างระบบป้องกันความเสี่ยงในความผันผวนด้านราคาของผลผลิตให้เกษตรกร เช่น การสร้างยุ้งฉางขนาดใหญ่ในท้องถิ่นให้เกษตรกรมีสถานที่เก็บผลผลิตให้อยู่ในสภาพดี แทนที่จะถูกบังคับให้ขายออกไปหลังการเก็บเกี่ยว นโยบายของ ธ.ก.ส.ที่ประกาศให้เกษตรกรสามารถจำนำข้าวที่เก็บไว้ต่อธนาคารได้นั้นเป็นโครงการนำร่องที่ดี แต่ปัญหาคือเกษตรกรส่วนใหญ่ในภาคกลางนั้นไม่มียุ้งฉางสำหรับเก็บผลผลิต จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลน่าจะลองเก็บไปพิจารณาว่าจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร
จะทำอะไรก็ทำเถิดครับ อย่าจ้างเกษตรกรให้เลิกอาชีพนี้เลย เพราะขนาดไม่จ้างก็ไม่มีใครอยากจะทำอาชีพนี้อยู่แล้ว
ผมจำได้ว่า เราเคยมีนโยบายส่งเสริมให้ชาวชนบทประกอบอาชีพเกษตรกรรมในท้องถิ่น แทนที่จะทิ้งครอบครัว พ่อแม่ พี่น้อง มาทำงานในโรงงาน สร้างปัญหาสังคมให้กับประเทศชาติ
ผมกลัวอย่างเดียวว่า ถ้าจ้างเกษตรกรให้เลิกประกอบอาชีพ แทนที่ลูกหลานเกษตรกรจะเคลื่อนย้ายเข้าโรงงานอาจเคลื่อนย้ายเข้าผับ บาร์ โรงนวดมากขึ้นก็ได้ ใครจะรู้ จะเอาอย่างนั้นหรือครับ







