
กับดักเศรษฐกิจไทยต้องเร่งแก้ไข
เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญสารพันปัญหาทั้งราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ
เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญสารพันปัญหาทั้งราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ การส่งออกและกำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมที่ลดลง ทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยส่งผลต่อกำลังซื้อที่หายไป ทำให้การบริโภคภาคประชาชนถึงขั้นชะลอตัวในปี 2557 อาจขยายตัวได้เพียงร้อยละ 0.3-0.5 เป็นผลจากประชาชนส่วนใหญ่ไม่ค่อยจับจ่ายใช้สอยเพราะไม่มีสตางค์ ขณะที่มนุษย์เงินเดือนก็ไม่ค่อยมั่นใจทิศทางเศรษฐกิจและการเมืองในอนาคตข้างหน้า จึงกังวลและไม่กล้าที่จะซื้อสินค้าบริการเหมือนปกติ หรือหากจะซื้อก็จับจ่ายเฉพาะที่จำเป็น ภาพที่เห็นตามศูนย์การค้า โดยเฉพาะในต่างจังหวัดคือมีแผงของคนขายของมากกว่าคนซื้อ ส่งผลให้เงินในระบบไม่ค่อยหมุนเวียนกระทบเป็นลูกโซ่สู่เศรษฐกิจโดยรวมจนถึงหน่วยงานของรัฐออกมาระบุว่าเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในสภาวะชะงักงัน
คำถามว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยอยู่ในสภาวะชะงักงันหรือไม่ เพราะคำว่าเศรษฐกิจชะงักงัน หรือ “Stagflation” ทางเศรษฐศาสตร์ใช้อธิบายสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวควบคู่ไปกับเกิดสภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นผลจากราคาสินค้าและบริการมีระดับราคาสูงขึ้น ทั้งที่เกิดจากกำลังซื้อหรืออุปสงค์ที่เพิ่มสูงหรือเกิดจากผลกระทบจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นแบบฉับพลัน แต่สภาวะเศรษฐกิจของไทยเงินเฟ้ออยู่ในระดับค่อนข้างต่ำประมาณร้อยละ 2.09 ขณะเดียวกันทั้งภาคส่งออกที่ตัวเลขขยายตัวติดลบและความต้องการสินค้าเพื่อการบริโภคในประเทศมีการชะลอตัว ส่งผลให้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงเหลือเพียงร้อยละ 60 หรือสูงกว่านี้เล็กน้อย
ดังนั้น เศรษฐกิจไทยจึงไม่ได้ชะลอตัวจากปัญหาเงินเฟ้อ แต่เศรษฐกิจของไทยอยู่ในสภาวะซบเซา หรือ “Stagnation” คือภาวะเศรษฐกิจหยุดนิ่งชะลอตัวจากการบริโภคในประเทศซึ่งไม่เพียงพอที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้กว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นเลวร้าย เพราะการว่างงานของไทยยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ ปัญหาสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจอยู่ในสภาวะซบเซา คือประชาชนขาดอำนาจซื้อเป็นผลจากรายได้สุทธิที่ลดลงทั้งเกิดจากราคาสินค้าเกษตรหลักตกต่ำอย่างมากทั้งข้าวและยางพาราตกต่ำสุด ซึ่งเกี่ยวข้องกับเกษตรกรมากกว่า 4.5 ล้านครัวเรือน อีกทั้งการชะลอตัวของการส่งออกที่คาดว่าปี 2557 อาจขยายตัวเพียงร้อยละ 0.8 กระทบต่อรายได้ของแรงงานภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการที่เกี่ยวข้องทั้งจากการไม่เพิ่มค่าจ้างหรือไม่จ้างคนเพิ่ม รวมถึงไม่มีค่าล่วงเวลา
นอกจากนี้การชะลอตัวของการใช้จ่ายของประชาชนยังเกี่ยวข้องกับปัญหาการจมปลักอยู่กับการเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือนอันเป็นผลจากการที่รายได้ลดลงต้องไปพึ่งเงินกู้จากสถาบันการเงินซึ่งเลือกที่จะปล่อยสินเชื่อให้กลุ่มธุรกิจหรือคนที่น่าเชื่อถือ ส่งผลให้ประชาชนต้องหันไปพึ่งเงินกู้นอกระบบซึ่งมีดอกเบี้ยสูงยิ่งไปซ้ำเติมลดเงินในกระเป๋า โดยหนี้ครัวเรือนทั้งระบบมีตัวเลขประมาณ 9.868 ล้านล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 84 ของจีดีพี เฉพาะหนี้ของเกษตรกรมีประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท ตัวเลขนี้ไม่รวมเงินกู้นอกระบบ เพราะส่วนใหญ่เป็นหนี้ ธ.ก.ส.ประมาณ 1 ล้านล้านบาท ที่เหลือเป็นหนี้ธนาคารพาณิชย์ สหกรณ์และกองทุนฟื้นฟูเกษตรกร สภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่อย่างนี้ ผู้ที่ได้รับประโยชน์คงเป็นสถาบันการเงินและนายทุนเงินกู้ทั้งหลาย
ปัญหาเศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางและอ่อนแอในภาคเศรษฐกิจจริงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ เพราะภาคธุรกิจโดยเฉพาะเอสเอ็มอีต่างพยายามปิดบังข้อมูลที่แท้จริงเกี่ยวกับผลประกอบการที่ไม่ค่อยดี ปัจจัยที่สะท้อนคือตัวเลข NPL ของสถาบันการเงินมีแนวโน้มที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้วประมาณร้อยละ 12 ธนาคารบางแห่งมีตัวเลขที่สูงกว่านี้ ซึ่งสะท้อนถึงความอ่อนแอของภาคเอกชน ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ซบเซาซึ่งหากไม่เร่งแก้อาจยกระดับไปสู่สภาวะเงินฝืด ซึ่งการแก้ไขจะยิ่งซับซ้อนมากขึ้นและจะกลายเป็นกับดักทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งการแก้ไขคงไม่ได้ง่ายๆ อาจต้องใช้เวลา
การที่จะหลุดพ้นจากกับดักทางเศรษฐกิจครั้งนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนของรัฐบาล ซึ่งจะต้องเข้ามาแก้ไขทั้งระบบทำแบบกะปริบกะปรอยไม่ได้ หลายประเทศเลือกใช้วิธีให้รัฐเป็นผู้ขับเคลื่อนโดยใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอัดฉีดเงินเข้าสู่เศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคฐานรากและต้องทำต่อเนื่อง ไม่ใช่มีแต่โครงการในอนาคตซึ่งดูดีแต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้าได้ ในเวลาที่เอกชนอ่อนแอรัฐบาลจึงต้องกล้าตัดสินใจหากจะทำอะไรที่จะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวหลุดจากกับดักนี้ได้ก็ต้องเร่งทำไป อย่าไปฟังพวก “เห็นด้วยซะทุกเรื่อง” จนไม่รู้ข้อเท็จจริงทำให้แก้ปัญหาไม่ถูกหรือพวกค้านไปทุกเรื่อง เรตติ้งกำลังดี...รีบทำไปเลยครับ! (สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ทางเว็บไซต์ www.tanitsorat.com หรือ www.facebook.com/tanit.sorat)







