posttoday
น้ำตาลบุรีรัมย์โรงน้ำตาลเล็กพริกขี้หนู

น้ำตาลบุรีรัมย์โรงน้ำตาลเล็กพริกขี้หนู

27 ตุลาคม 2557

บริษัท น้ำตาลบุรีรัมย์ (BRR) เป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำตาล

บริษัท น้ำตาลบุรีรัมย์ (BRR) เป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำตาล ที่จะจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เป็นแห่งที่ 4 ซึ่งวันที่ 27 ต.ค. จะทราบราคาที่เสนอขายให้ประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) พร้อมเซ็นแต่งตั้งผู้รับประกันการจัดจำหน่ายและผู้ร่วมจัดจำหน่าย หลังนำเสนอข้อมูลกับผู้ลงทุนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดไปแล้ว พร้อมสำรวจราคาจากนักลงทุนสถาบันเมื่อวันที่ 22 ต.ค.

เบื้องต้นกำหนดเปิดจองซื้อหุ้นจำนวน 169.18 ล้านหุ้น วันที่ 29-31 ต.ค. ก่อนจดทะเบียนเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) วันที่ 6 พ.ย.นี้ ปัจจุบันมีทุนจดทะเบียนเรียกชำระแล้ว 507,567,500 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท

BRR เกิดขึ้นจาก “วิเชียร ตั้งตรงเวชกิจ” ได้เป็นผู้ริเริ่มปลูกอ้อยใน จ.บุรีรัมย์ และก่อตั้งบริษัท โรงงานน้ำตาลสหไทยรุ่งเรือง (2506) เพื่อประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายแดง มีกำลังการผลิตเริ่มต้นด้วย 3,003 ตัน/วัน ถึงวันนี้ผ่านมา 53 ปี ปัจจุบันเข้าสู่รุ่นลูกภายใต้การบริหารของ “อนันต์ ตั้งตรงเวชกิจ” ประธานกรรมการบริหาร BRR

บริษัทมีแนวความคิดหลักว่า “น้ำตาลสร้างจากไร่” หมายถึง หากไม่มีอ้อยก็ทำอะไรไม่ได้ จึงเป็นปัจจัยหลักที่บริษัทเน้นการพัฒนาคุณภาพอ้อย เน้นบริหารจัดการอย่างมีระเบียบทุกกระบวนการเพื่อรักษาความหวานของอ้อยให้ได้สดใหม่ จนปีหีบอ้อยปีล่าสุด 25562557 ปริมาณอ้อย 1 ตัน BRR สามารถผลิตน้ำตาลออกมาได้ 118 กิโลกรัม ซึ่งถือว่ามากกว่าอุตสาหกรรมกว่า 10 กิโลกรัม ที่เฉลี่ยอยู่ที่ 109 กิโลกรัม

BRR เป็นโรงงานน้ำตาลขนาดเล็กสุดเมื่อเทียบกับบริษัทน้ำตาลอีก 3 แห่ง ที่จดทะเบียนเข้า ตลท.โดยมีส่วนแบ่งการตลาด 2% อันดับที่ 14 ของอุตสาหกรรมน้ำตาลไทย

“หัวใจของ BRR คือ สิ่งแรกที่ต้องทำให้ออกมาดีตั้งแต่แรกคือ วัตถุดิบ เพราะเชื่อว่าหากวัตถุดิบดี ตัวต่อยอดอื่นๆ ก็จะดีตามไปด้วย ดังนั้นจะเน้นเลือกพันธุ์อ้อย การจัดระเบียบกระบวนการเก็บหีบอ้อยเป็นไปตามแปลงที่ใช้ระบบออนไลน์ควบคุม ซึ่งจะสามารถระบุได้ว่า แปลงไหนสามารถเริ่มเก็บได้ก่อน ผลที่ได้คือทำให้ได้อ้อยที่สดใหม่และรักษาคุณภาพของความหวานได้มากที่สุด บริษัทจะรับผลผลิตอ้อยไม่เกิน 40 กิโลเมตรจากโรงงาน ทั้งหมดเพราะบริหารต้นทุนและกระบวนการผลิต” อนันต์ กล่าว

นอกจากนั้น บริษัทยังมีการรักษาระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของเงินที่สนับสนุนให้ชาวไร่อ้อยล่วงหน้าเพื่อเอาเงินไปลงทุนก่อน (เงินเกี๊ยว) อยู่ในระดับไม่เกิน 1% มาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งปัจจุบันมีชาวไร่อ้อยที่ส่งอ้อยให้บริษัททั้งหมด 1.5 หมื่นราย

BRR เป็นบริษัทโฮลดิ้งที่ลงทุนใน 5 บริษัท คือ

1.โรงงานน้ำตาลบุรีรัมย์ที่ผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายดิบและน้ำตาลทรายขาวสีรำ กำลังการผลิตปัจจุบัน 1.7 หมื่นตัน/วัน มียอดผลิตเป็นน้ำตาลทรายกว่า 2 แสนตัน แบ่งเป็นขายในประเทศ 30% และส่งออก 70% โดย BRR มีแผนขยายกำลังการผลิตเป็น 2 หมื่นตัน/วัน ในเดือน ธ.ค.นี้ เพราะบริษัทได้ลงทุนก่อสร้างและลงทุนเครื่องจักรบางส่วนไปแล้ว และเป็นจุดประสงค์หลักที่บริษัทขายหุ้นไอพีโอเพื่อมาขยายกำลังการผลิต เพราะต้องนำเงินไปชำระหนี้สถาบันการเงินประมาณ 900 ล้านบาท และทำให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) เหลือ 1.2 เท่า จากปัจจุบันอยู่ที่ 5 เท่า

นับว่าเป็นการลงทุนเพื่อสอดคล้องกับปริมาณอ้อยที่คาดว่าจะนำอ้อยเข้าหีบ 2557/2558 (เปิดหีบ พ.ย.-ธ.ค.นี้) เป็น 2.1 ล้านตัน จากปี 2556/2557 BRR มีอ้อยเข้าหีบ 1.77 ล้านตัน และคาดว่าในอีก 3 ปีข้างหน้าปริมาณอ้อยเข้าหีบเพิ่มขึ้นเป็น 3 ล้านตัน

2.บริษัท บุรีรัมย์พลังงาน ที่ผลิตไฟฟ้าชีวมวลจากกากอ้อยที่เหลือจากกระบวนการผลิตน้ำตาล มีกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด 9.9 เมกะวัตต์ โดยนำกำลังการผลิตที่เหลือใช้จากภายในโรงงานเสนอขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) 8 เมกะวัตต์

3.บริษัท บุรีรัมย์พาวเวอร์ ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าแห่งที่ 2 มีกำลังการผลิต 9.9 เมกะวัตต์ และคาดว่าจะเสนอขายให้ กฟภ.เหมือนโรงที่ 1 ที่ 8 เมกะวัตต์ โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการในเชิงพาณิชย์ได้ในสิ้นเดือน ม.ค. 2558 มูลค่าลงทุน 630 ล้านบาท กู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ 575 ล้านบาท และกระแสเงินสดบริษัท

4.บริษัทปุ๋ยตรากุญแจ ที่นำส่วนที่เป็นกากหม้อกรองซึ่งเหลือจากกระบวนการผลิตน้ำตาลเช่นกัน นำมาทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่จำหน่ายให้กับชาวไร่อ้อย ซึ่งอนาคตจะพัฒนาไปผลิตเป็นปุ๋ยเคมี ขณะนี้อยู่ระหว่างการขออนุญาตจากภาครัฐ มูลค่าลงทุน 50 ล้านบาท กู้ธนาคารพาณิชย์ 36 ล้านบาท และกระแสเงินสดบริษัท

5.บริษัท บุรีรัมย์วิจัยและพัฒนาอ้อย ที่เป็นส่วนที่ไม่ได้มีรายได้เข้ามาแต่ต้องทำเพื่อพัฒนาและวิจัยช่วยชาวไร่อ้อยและบริษัทไป

BRR เป็นบริษัทที่อยู่ระหว่างการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในระยะหลายปีข้างหน้านี้ เพราะยังสามารถขยายธุรกิจให้ครบวงจรจากส่วนสูญเสียการนำอ้อยเข้าหีบและจะมีการขยายกำลังการผลิตในอนาคต ซึ่งหมายรวมถึงสามารถขยายสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเติมจากปัจจุบันที่มี 2 โรงได้ รวมถึงการก่อสร้างโรงงานเอทานอลได้ในอนาคต

สำหรับแผนงานในอนาคตนั้นกำลังหาพันธมิตรที่จะมาช่วยเพิ่มแปรรูปในสิ่งที่บริษัทมี สามารถผลิตสินค้าที่เฉพาะ หรือเพิ่มความหลากหลายผลิตภัณฑ์หรือให้มีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการเข้ามาคุยและหารือกันตลอด

ขณะที่การเป็นพันธมิตรเพื่อการตลาดหรือส่งเสริมช่องทางการตลาดกับบริษัทเทรดดิ้งที่เป็นบริษัทสากล BRR มองว่า ยังไม่มีความจำเป็น เพราะบริษัทยังสามารถระบายน้ำตาลได้ดี อีกทั้งในอนาคตตลาดมองการขยายตลาดไปยังกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ซึ่งทั้งภูมิประเทศของบริษัทอยู่ใกล้กับประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่ความต้องการน้ำตาลในเออีซีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งแผนงานในอนาคตถ้าหากทำได้จะช่วยลดจุดอ่อนหรือข้อจำกัดของบริษัทไปได้ส่วนหนึ่ง

“มองว่า BRR เป็นหุ้นที่มีการเติบโตสูง และแนวโน้มในอนาคตเหมือนบริษัทน้ำตาลทั่วไปที่สัดส่วนรายได้และกำไรจะเพิ่มขึ้นจากการทำธุรกิจพลังงานทดแทนและโรงไฟฟ้าต่างๆ”

ปี 2558 บริษัทมีสัดส่วนกำไรสุทธิจากธุรกิจโรงไฟฟ้าเป็น 30% จากปีนี้กว่า 10% ซึ่งตั้งแต่เดือน พ.ค. 2555 ธุรกิจไฟฟ้าให้อัตรากำไร (มาร์จิ้น) สูงถึง 59% ขณะที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้เติบโตเฉลี่ยมากกว่า 10% ต่อปีอยู่แล้ว แต่อนาคตคาดว่าอัตราการเติบโตจะมากกว่าที่ผ่านมา เพราะบริษัทมีสภาพคล่องทางการเงินที่มากกว่าเดิม” อนันต์ กล่าว

งวด 6 เดือนแรกปี 2557 บริษัทมีรายได้ 2,529 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 110 ล้านบาท ลดลง 59% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้เนื่องจากยังมีโควตาน้ำตาลรอส่งออกตามโควตาอีก 5 หมื่นตัน ประกอบกับ 6 เดือนแรกของปีนี้ราคาน้ำตาลปรับลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่มาก

สำหรับผลประกอบการปี 2555 มีรายได้ 3,931 ล้านบาท กำไรสุทธิ 341 ล้านบาท ปี 2556 มีรายได้ 4,008 ล้านบาท กำไรสุทธิ 205 ล้านบาท

“คมกฤต มีคำสัตย์” ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตลาดทุน บล.เคทีซีมิโก้ ในฐานะที่ปรึกษาการเงิน BRR กล่าวว่า ราคาไอพีโอน่าจะเป็นเพียงตัวเลขเดียว และต้องเป็นราคาที่มีส่วนลดให้กับผู้ลงทุนมากกว่าช่วงที่หุ้นปรับขึ้นสูงเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งปกติปรับลดให้ผู้ลงทุนประมาณ 1015% แต่ปัจจุบันดัชนีหุ้นโดยรวมแกว่งตัวและพักฐาน ดังนั้นราคาไอพีโอก็ต้องมีส่วนลดให้กับผู้ลงทุนมากกว่าช่วงหุ้นปรับขึ้นสูง ประกอบกับต้องคิดถึงปัจจัยของบริษัทที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ซึ่งต้องยอมรับว่า BRR มีความโดดเด่นเรื่องต้นทุนการบริหารจัดการที่ดี ไม่อยากให้พิจารณาการบริหารการจัดการจนสามารถทำให้ได้ปริมาณน้ำตาลต่อกิโลกรัมในปริมาณที่สูงสุดมากกว่า

ทั้งนี้ คาดว่าจะเสนอขายให้นักลงทุนสถาบันประมาณ 10-20% โดยมี บล.ฟินันเซีย ไซรัส บล.ทิสโก้ และ บล.ซีไอเอ็มบีไทย เป็นผู้ร่วมจัดจำหน่าย

ล่าสุดบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่งให้ราคาเป้าหมายที่ 9 บาท คิดจากอัตราราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) ปี 2558 ที่ 12 เท่า อิงจากค่าเฉลี่ยย้อนหลังของ พี/อี ของบริษัท น้ำตาลขอนแก่น (KSL) และบริษัท น้ำตาลครบุรี (KBS)

ทั้งนี้ เนื่องจาก BRR เป็นบริษัทน้ำตาลขนาดเล็ก ทำให้ยังมีข้อจำกัดในการต่อยอดธุรกิจผลพลอยได้ โดยเฉพาะโรงงานเอทานอล เพราะขนาดโรงงานเอทานอลที่เหมาะสมคือต้องมีกำลังการผลิต 2 แสนลิตร/วัน นั่นหมายถึงต้องมีผลผลิตอ้อยอยู่ที่ 34 ล้านตัน/ปี แต่จุดเด่นคือมีการพัฒนาคุณภาพอ้อยเข้าโรงงานจนมีผลผลิตน้ำตาลต่อตันอ้อยสูงเป็นอันดับ 2 ของไทย

อย่างไรก็ดี มองแนวโน้มธุรกิจ BRR อยู่ในช่วงของการเติบโตจากการขยายกำลังการผลิต และการขยายเข้าสู่ธุรกิจที่เพิ่มมูลค่าผลพลอยได้ โดยประเมินรายได้ในปี 2558 จะอยู่ที่ 5,041 ล้านบาท หรือ +25% จากปีนี้คาดรายได้ 4,032 ล้านบาท และมองกำไรสุทธิปีหน้าที่ 506 ล้านบาท หรือเติบโต 62% จากปีนี้

ปัจจัยหลักที่จะทำให้กำไรปีหน้าโตมากมาจากการที่บริษัทเริ่มรับรู้รายได้และกำไรจากโรงไฟฟ้าชีวมวลแห่งที่ 2 และปริมาณการผลิตน้ำตาลที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 22% จากการขยายกำลังการหีบอ้อยเพิ่มขึ้น 18% ขณะที่ปัจจัยหนุนจากแนวโน้มราคาน้ำตาลที่ผ่านจุดต่ำสุดในปีนี้ไปแล้ว ทำให้ธุรกิจน้ำตาลดูมีความเสี่ยงต่ำ จากผลผลิตน้ำตาลในบราซิล (ผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก) ที่มีแนวโน้มลดลง เนื่องจากอ้อยที่ลดลงจากภาวะฝนทิ้งช่วง และโรงงานหีบอ้อยในประเทศบราซิลบางรายนำอ้อยไปผลิตเป็นเอทานอล ซึ่งให้ผลตอบแทนดีกว่าราคาน้ำตาลในปัจจุบัน

แต่หากกำไรสุทธิปี 2558 ออกมาดีกว่าที่คาด 10% ราคาจะปรับขึ้นมาที่ 9.90 บาท แต่ถ้าออกมาต่ำกว่าที่คาดราคาจะลดลงมาเหลือที่ 8.10 บาท

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ