posttoday
พรบ.ทวงหนี้

พรบ.ทวงหนี้

25 ตุลาคม 2557

ปัญหาเรื่อง “หนี้” ถือเป็นปัญหาใหญ่ของคนในสังคมเวลานี้ จากภาวะเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ

พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้

ปัญหาเรื่อง “หนี้” ถือเป็นปัญหาใหญ่ของคนในสังคมเวลานี้ จากภาวะเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และอีกหลายเหตุผล คนไทยจำนวนไม่น้อยจึงกลายเป็นผู้ที่มีหนี้สินติดตัว หลายคนไม่อาจรับภาระหนี้สินที่มี ต้องกลายเป็นผู้ประสบปัญหาในชีวิต ทั้งจากความยากลำบากที่ต้องหาเงินมาชำระหนี้ รวมถึงถูกแรงกดดันจากเจ้าหนี้ที่คอยทวงหนี้ ด้วยสารพัดวิธีที่สร้างความทุกข์ใจให้คนเป็นหนี้

การทวงหนี้อย่างไม่เป็นธรรมของเจ้าหนี้ทั้งหนี้ในระบบและหนี้นอกระบบนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในสังคม การทวงหนี้ด้วยวิธีที่ไม่เป็นธรรมกับลูกหนี้นั้น มีตั้งแต่การใช้ถ้อยคำข่มขู่ ทำร้ายร่างกาย การว่าร้ายลูกหนี้ทำให้เสียชื่อเสียง อับอาย ลูกหนี้หลายรายทนต่อแรงกดดันไม่ไหว บ้างต้องลาออกจากงาน หรือถูกบังคับให้ออก เพราะเจ้าหนี้โทรไปที่ทำงานของลูกหนี้แล้วพูดเรื่องเสียหายของลูกหนี้ให้กับที่ทำงานทราบ บ้างก็เกิดเป็นปัญหาในครอบครัว ครอบครัวต้องแตกแยก มีบางรายที่ทนสภาวะกดดันนี้ไม่ไหวถึงขั้นคิดสั้นฆ่าตัวตายอย่างที่เคยได้เห็นเป็นข่าวอยู่บ่อยครั้ง

แม้ภาครัฐจะพยายามหาทางแก้ไขด้วยการผลักดันให้เกิด “พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้” ซึ่งจะมีเนื้อหาเรื่องการควบคุมการทวงถามหนี้ของเจ้าหนี้ให้เป็นไปอย่างถูกต้องเหมาะสม เน้นหลักข้อกฎหมาย ห้ามกระทำการใดๆ ที่เป็นการอุกอาจเกินกว่าเหตุ หากพบการกระทำที่รุนแรงสร้างความเสียหายกับลูกหนี้ ลูกหนี้มีสิทธิฟ้องร้องเอาผิดได้ แต่กฎหมายฉบับนี้ยังไม่ถูกประกาศใช้

ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 ต.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน นักกฎหมาย ตัวแทนลูกหนี้ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และชมรมหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลได้เข้ายื่นหนังสือต่อ มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ให้เร่งพิจารณาและรีบประกาศใช้ เพื่อเป็นเกราะป้องกันให้กับลูกหนี้ ซึ่งทุกวันนี้ต่างมีความทุกข์ใจเป็นอย่างมากจากการทวงหนี้ที่ไม่เป็นธรรม โดยมนตรีรับปากว่าภายในสิ้นปีนี้ พ.ร.บ.ฉบับนี้น่าจะได้ถูกประกาศใช้

ชูชาติ บุญยงยศ ประธานชมรมหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล และอนุกรรมการด้านการเงินการธนาคาร องค์การอิสระฯ กล่าวว่า ที่มายื่นหนังสือครั้งนี้เพื่อให้เห็นถึงข้อบกพร่องที่เกิดขึ้น เช่น การที่สถาบันการเงินหรือธนาคารปล่อยบัตรเงินสดหรือสินเชื่อให้กับลูกหนี้ แล้วบังเอิญเป็นธนาคารเดียวกับที่ลูกหนี้เงินได้รับเงินเดือนผ่านธนาคารนั้น พอลูกหนี้จ่ายไม่ไหวก็ดูดเงินเดือนไปใช้หนี้เกลี้ยงทำให้ลูกหนี้ไม่มีเงินใช้ซึ่งไม่ถูกต้องสถาบันการเงินไม่มีสิทธิ์ทำเช่นนั้น เป็นต้น

การยึดเงินเดือนของลูกหนี้ตามกฎหมายต้องฟ้องศาลก่อน เมื่อศาลมีคำสั่งจึงเข้าสู่กระบวนการอายัดเงินเดือนได้สูงสุด 30% ของเงินเดือน รวมทั้งเรื่องการทวงหนี้ที่เจ้าหนี้จะคิดค่าใช้จ่ายถึงครั้งละ 350 บาท ซึ่งค่าใช้ต่ายส่วนนี้เจ้าหนี้จะนำไปรวมกับเงินต้นแล้วนำมาคิดดอกเบี้ยซ้ำ ยิ่งกลายเป็นการสร้างหนี้เพิ่มให้กับลูกหนี้โดยไม่เป็นธรรม

อยากรู้ข้อมูลดีๆ ติดตามและสอบถามข้อมูลได้ที่ นิตยสาร “ฉลาดซื้อ” www. ฉลาดซื้อ.com, www.face book.com/chaladsue และโทร. 02-248-3737

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี