
อินโดนีเซียเนื้อหอม
“โครลล์” บริษัทที่ปรึกษาการลงทุนระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า อินโดนีเซียกลายเป็นศูนย์กลางการลงทุนที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับบริษัทต่างชาติ โดยเฉพาะบริษัทญี่ปุ่น แม้ว่าต่างชาติจะยังกังวลปัญหาหลายประเด็น เช่น ระบบราชการ ความไม่แน่นอนของกฎหมาย และการคอร์รัปชั่น ทั้งนี้การลงทุนโดยตรงจากญี่ปุ่นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี โดยในช่วงต้นปีนี้มีสัดส่วน 16.4% ของมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ทั้งหมด ขณะที่เมื่อปี 2556 อินโดนีเซียได้แซงหน้าไทยกลายเป็นประเทศที่ได้รับเงินลงทุนจากญี่ปุ่นสูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน
“โครลล์” บริษัทที่ปรึกษาการลงทุนระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า อินโดนีเซียกลายเป็นศูนย์กลางการลงทุนที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับบริษัทต่างชาติ โดยเฉพาะบริษัทญี่ปุ่น แม้ว่าต่างชาติจะยังกังวลปัญหาหลายประเด็น เช่น ระบบราชการ ความไม่แน่นอนของกฎหมาย และการคอร์รัปชั่น ทั้งนี้การลงทุนโดยตรงจากญี่ปุ่นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี โดยในช่วงต้นปีนี้มีสัดส่วน 16.4% ของมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ทั้งหมด ขณะที่เมื่อปี 2556 อินโดนีเซียได้แซงหน้าไทยกลายเป็นประเทศที่ได้รับเงินลงทุนจากญี่ปุ่นสูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน
รายงานของโครลล์ ยังระบุด้วยว่า อินโดนีเซียยังคงเป็นประเทศที่น่าสนใจในอาเซียนในแง่ของการซื้อและควบรวมกิจการ (เอ็มแอนด์เอ) โดยเมื่อปีที่แล้วดีลเอ็มแอนด์เอในอินโดนีเซียมีมูลค่าสูงกว่า 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ทั้งนี้ การที่บริษัทต่างชาติให้ความสนใจกับอินโดนีเซียเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นว่าอินโดนีเซียยังคงเป็นปลายทางการลงทุนสำคัญแห่งหนึ่งในโลก ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์คาดหวังว่ารัฐบาลใหม่ของอินโดนีเซียจะใช้จังหวะนี้ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ เพื่อช่วยผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศต่อไป
ข้อมูลจากคณะกรรมการประสานงานการลงทุนของอินโดนีเซีย ระบุว่า มูลค่าเอฟดีไอที่มีการลงทุนจริงในไตรมาส 3 ของปีนี้เพิ่มขึ้น 16.9% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เป็น 78.3 ล้านล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 6,400 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่ามูลค่าการลงทุนจริงตลอดปีนี้จะสูงถึง 456 ล้านล้านรูเปียห์ เพิ่มขึ้น 15% จากปี 2556
พม่าบรูไนไฟเขียวยกเว้นวีซ่า
พม่าและบรูไนได้ตกลงยกเว้นการตรวจลงตราหรือวีซ่าให้แก่ผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาของแต่ละฝ่าย โดยอนุญาตพำนักในประเทศได้ไม่เกิน 14 วัน มีเป้าหมายเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการเดินทางของประชาชนและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ
ปัจจุบันวีซ่ายกเว้นวีซ่าสำหรับการพำนักไม่เกิน 14 วัน ให้แก่พลเมืองของชาติอาเซียน 5 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม
สิงคโปร์อียูจ่อลงนามเอฟทีเอ
สิงคโปร์และสหภาพยุโรป (อียู) ได้เจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) เสร็จเรียบร้อยแล้ว หลังจากเริ่มเจรจาตั้งแต่เดือน มี.ค. 2553
ภายใต้ข้อตกลงฉบับนี้ ผู้ส่งออกของอียูจะสามารถส่งสินค้าทุกชนิดมาจำหน่ายในสิงคโปร์ได้โดยเสียภาษีอัตรา 0% ขณะที่อียูจะลดภาษีศุลกากรให้เหลือ 0% ภายใน 5 ปี ซึ่งจะส่งผลดีต่อผู้ส่งออกสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เวชภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ และอาหารแปรรูปของสิงคโปร์
สำหรับด้านปกป้องการลงทุนนั้น สิงคโปร์และอียูจะสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุนของต่างชาติ พร้อมกับรักษาสิทธิในการกำหนดกฎระเบียบเพื่อผลประโยชน์ของสาธารณชนด้วย
ปัจจุบันสิงคโปร์เป็นคู่ค้าอันดับ 15 ของโลกสำหรับอียูและเป็นคู่ค้าที่ใหญ่อันดับ 5 ในอาเซียน และตัวแทนของอียูมองว่าข้อตกลงเอฟทีเอฉบับนี้จะเป็นการส่งสัญญาณในทางที่ดีต่อพันธมิตรการค้าในอาเซียนทั้งหมดของอียู โดยขณะนี้อียูอยู่ระหว่างการเจรจาเอฟทีเอกับเวียดนาม ไทย และมาเลเซีย







