
“สมชัย สูงสว่าง”นำเงินเย็นมาลงทุน
“สมชัย สูงสว่าง” วัย 47 ปี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส (FSMART) ผู้ผลิตเครื่องเติมเงินโทรศัพท์มือถืออัตโนมัติที่เป็นที่รู้จักว่าบุญเติม เพิ่งนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีหลักการบริหารเงินว่า เงินลงทุนต้องเป็นเงินเย็นเท่านั้น
“สมชัย สูงสว่าง” วัย 47 ปี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส (FSMART) ผู้ผลิตเครื่องเติมเงินโทรศัพท์มือถืออัตโนมัติที่เป็นที่รู้จักว่าบุญเติม เพิ่งนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีหลักการบริหารเงินว่า เงินลงทุนต้องเป็นเงินเย็นเท่านั้น
เขายกให้ภรรยาบริหารเงินส่วนบุคคล โดยจะปรึกษากันว่าจะลงทุนหุ้นบริษัทไหน หรือเปลี่ยนแปลงพอร์ตอย่างไรบ้าง ปกติเมื่อมีรายได้จะแบ่งไว้สำหรับเก็บไว้ใช้หรือเผื่อฉุกเฉินก่อน แล้วนำเงินที่เหลือ (เงินเย็น) มาลงทุน ซึ่งลงทุนทั้งหุ้น กองทุนรวมประกันชีวิต และอสังหาริมทรัพย์ประเภทต่างๆ
ปัจจุบันสัดส่วนพอร์ตการลงทุนของผู้บริหารคนนี้ แบ่งได้เป็น ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ถึง 50% ลงทุนหุ้นอีกประมาณ 30% และอีก 20% แบ่งไปลงทุนในกองทุนรวมหลายประเภท ซึ่งรวมถึงลงทุนในประกันชีวิตด้วย
กลุ่มแรก คือ กองทุนรวมที่หลักๆ จะไปลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กับกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) โดยจะเลือกกองทุนรวมที่พิจารณาจากอัตราผลตอบแทน และการเข้าซื้อกองทุนได้สะดวก เช่น ทางอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง เพราะมองว่า LTFRMF ช่วยลดหย่อนทางภาษีแล้ว ยังได้อัตราผลตอบแทนในระดับที่น่าพอใจ ซึ่งที่ผ่านมาลงทุนกองทุนรวมไป 5 ปี ก็ได้ผลตอบแทนมา 40%
นอกจากนั้น เมื่อราคาหุ้นไทยนิ่งก็จะไปลงทุนในกองทุนรวมหน่วยลงทุนต่างประเทศ (FIF) เช่น บางประเทศที่เศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงกำลังจะฟื้นตัว
“ซื้อประกันชีวิตไว้เพราะอายุก็มากขึ้นทุกวัน ซื้อไว้เพื่อประกันความเสี่ยง หรือถือเป็นการออมหลักได้อย่างหนึ่ง เพราะอย่างน้อยก็มีลูกอีก 2 คน ทั้งกองทุนรวมและประกันชีวิตถือว่าเป็นการเก็บเงินแบบปลอดภัยและเคลื่อนไหวน้อยสุด เพราะถือว่าเงินในส่วนนี้จะเก็บไว้เป็นการลงทุนระยะยาว เพราะถึงอย่างไรก็เชื่อว่าได้อัตราผลตอบแทนมากกว่าฝากธนาคารพาณิชย์แน่นอน” สมชัย กล่าว
ขณะที่ลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ซื้อคอนโดมิเนียม ทาวน์โฮม เพื่อลงทุนแล้วปล่อยให้คนอื่นเช่าในโครงการขนาดใหญ่ที่น่าเชื่อถืออย่างของบริษัท แสนสิริ (SIRI) และบริษัท เอพี (ไทยแลนด์) หรือ AP หรือในบางกรณีที่ซื้อคอนโดมิเนียมไว้แล้วต้องการจะอยู่อาศัย แต่กลายเป็นที่พักตากอากาศ แต่ได้ค่าเช่าระยะยาวและมีส่วนต่างราคาหากจะขายในอนาคต
สำหรับการลงทุนในหุ้น ส่วนใหญ่จะให้ภรรยาเป็นคนตัดสินใจว่าลงทุนอะไร และกำชับว่าอย่าให้ขาดทุนก็พอ
ขณะที่การลงทุนในหุ้นที่อยู่ในกระแสข่าว ส่วนใหญ่ก็จะมีการนำมาปรึกษาและพิจารณากันในรายละเอียดว่าอะไรดีหรือไม่ดีบ้าง ซึ่งแต่ละอย่างก็พยายามบอกเขาว่าให้เลือกในหุ้นที่มีการเติบโตในอนาคต เพราะสิ่งที่ฝากและหวังจะได้คือเรื่องเงินปันผล หรือส่วนต่างราคาที่จะได้ในอนาคตหากขายหุ้นออกมา
ปัจจุบัน ในภาวะที่ดัชนีหุ้นมีความผันผวน ก็พยายามมองอย่างเข้าใจและไม่ติดตามมาก เพราะหากเลือกหุ้นพื้นฐานก็ถือเป็นจังหวะเข้าซื้อได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อต้นปีที่ผ่านมา “สมชัย” เริ่มเปิดอีกพอร์ตหนึ่งเพื่อเอาไว้ลงทุนเอง โดยเลือกหุ้นในอุตสาหกรรม มองว่าถึงอย่างไรก็มีการเติบโต หรือบางบริษัทไม่ได้มีผลประกอบการที่หวือหวา แต่ก็มีรายได้และจ่ายปันผลสม่ำเสมอ และเลือกหุ้นที่อยู่ในอันดับต้นๆ ของอุตสาหกรรมเป็นหลัก เช่นกลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มโรงพยาบาล กลุ่มค้าปลีกกลุ่มโทรคมนาคม ซึ่งก็จะพยายามมีหุ้นอยู่ในพอร์ตเฉลี่ย 510 บริษัทเท่านั้น เพราะมีมากก็ต้องใช้เวลาดูกับมันมาก
ทั้งนี้ มองว่าหากได้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีเท่าที่ผ่านมา ก็ถือว่าเป็นระดับที่น่าพอใจคือ อสังหาริมทรัพย์มากกว่า 10% ขึ้นไป หุ้นได้มากกว่า 20% กองทุนประมาณ 58% จากมูลค่าพอร์ตการลงทุนมากกว่าระดับ 10 ล้านบาทขึ้นไป
“สมชัย” กล่าวว่า วิธีการบริหารของเขา คือ การนำเงินไปลงทุนต่อยอดในสินทรัพย์ด้านต่างๆ ไว้ อย่างน้อยก็ได้อัตราผลตอบแทนที่ดีกว่าฝากเงิน







