
กำลังซื้อ
ในขณะนี้ต้องถือว่าราคาข้าวเปลือกในท้องตลาดอยู่ในระดับที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายไว้
ในขณะนี้ต้องถือว่าราคาข้าวเปลือกในท้องตลาดอยู่ในระดับที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายไว้
ล่าสุด พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ ระบุว่า ได้รับรายงานว่าราคาข้าวเปลือกบางชนิดราคาสูงกว่าเป้าหมาย และบางชนิดใกล้ชิดราคาเป้าหมาย เช่น ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ราคาอยู่ที่ 8,200-8,600 บาท/ตัน จากราคาเป้าหมาย 8,500 บาท/ตัน ส่วนข้าวเปลือกหอมมะลิใกล้เคียงเป้าหมายที่ 1.5-1.6 หมื่นบาท/ตัน
“การประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ในวันที่ 24 ต.ค.นี้ จะมีการเสนอมาตรการเสริมอื่นๆ เพื่อพยุงราคาข้าวเปลือกในประเทศให้ไม่ต่ำกว่าราคาเป้าหมาย” พล.อ.ฉัตรชัย ระบุ
ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ บอกว่า หลังจากรัฐบาลมีมาตรการต่างๆ ในการดูแลราคาข้าวเปลือกออกมา ส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกนาปี 2557/2558 อยู่ในกรอบเป้าหมาย โดยข้าวเปลือกเจ้าราคาอยู่ที่ 8,500 บาท/ตัน ข้าวเปลือกหอมมะลิอยู่ในเป้าหมายตันละ 1.5-1.6 หมื่นบาท และข้าวเปลือกเหนียว 1.2 หมื่นบาท/ตัน จากที่กำหนดราคาเป้าหมาย 1.3 หมื่นบาท/ตัน
แต่เพื่อผลักดันให้ราคาข้าวเปลือกเป็นไปตามเป้าหมาย กระทรวงพาณิชย์จะเสนอ นบข.พิจารณาขยายมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและพยุงราคาข้าว โดยให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ขยายการให้สินเชื่อแก่เกษตรกรในอัตราดอกเบี้ย 0% เป็นระยะเวลา 4 เดือน เพื่อจูงใจให้ชาวนาเก็บข้าวเปลือกไว้ในยุ้งฉาง พร้อมทั้งเพิ่มวงเงินสินเชื่อเพิ่มขึ้นเป็น 90% ของมูลค่าข้าวในยุ้งฉาง จากเดิมที่ให้วงเงินสินเชื่อ 80% ของข้าวที่เก็บไว้ในยุ้งฉาง
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าราคาข้าวเปลือกในท้องตลาดจะอยู่ในระดับราคาเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าไว้ แต่หากพิจารณาในแง่กำลังซื้อของชาวนาที่จะมีการจับจ่ายใช้สอยเพื่อให้เศรษฐกิจในระดับฐานรากคึกคักอย่างที่เคยเป็นมา จะพบว่าสถานการณ์ในขณะนี้ไม่ได้เป็นเช่นนั้น
อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมช.คมนาคม และเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) บอกว่า วันนี้ต้องยอมรับว่ากำลังซื้อของชาวนาที่มีต่อระบบเศรษฐกิจหายไป เพราะชาวนาขายข้าวได้ต่ำกว่าตอนที่มีโครงการรับจำนำข้าวเปลือก 1.5 หมื่นบาท/ตัน แต่ก็ต้องยอมรับเช่นกันว่า โครงการรับจำนำข้าวส่งผลให้เกิดการบริโภคมากขึ้นผิดปกติ เพราะชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้น
“วันนี้เราต้องกลับมาดูเรื่องประสิทธิภาพ ไม่ใช่เหมือนกับเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ปลูกข้าวมากี่รอบก็ขายได้ แต่วันนี้ปลูกรอบเดียวก็ไม่รู้ว่าจะขายได้ราคาดีหรือไม่ ชาวนาจึงต้องกลับมาพัฒนา ทำอย่างไรที่จะทำให้ข้าวที่ปลูกขายได้ 1.5 หมื่นบาท/ตัน และต้องไม่ใช่การที่รัฐบาลมาอุดหนุน แต่ขายในราคาตลาด คำตอบคือ ต้องมุ่งไปที่การพัฒนาคุณภาพของข้าว ต้องปลูกผลิตข้าวที่มีคุณภาพ ไม่ใช่ปั๊มข้าวออกสู่ตลาด ถ้าประสิทธิภาพดีก็มีรายได้เพิ่มขึ้น” อาคม กล่าว
อาคม กล่าวว่า การที่รัฐบาลเข้าไปช่วยลดต้นทุนการผลิต 432 บาท/ไร่ เป็นสิ่งที่จำเป็น รวมถึงการจ่ายเงินชดเชยต้นทุนการผลิตไร่ละ 1,000 บาท เพราะปีนี้เป็นปีที่การปลูกข้าวมีความเสี่ยงสูงจากปัญหาภัยแล้ง ในขณะที่ราคาปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงแพง แม้แต่ค่าจ้างทำนาตอนนี้อยู่ที่ 350 บาท/วัน สูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำเสียอีก
แต่ที่สำคัญที่สุด รัฐบาลต้องมีมาตรการควบคุมปริมาณผลผลิตข้าวไม่ให้มีเกินความต้องการ และต้องจัดหาน้ำให้ไปถึงชาวนา







