posttoday
ไทยรีฯ มองตลาดสูงวัยรุ่ง

ไทยรีฯ มองตลาดสูงวัยรุ่ง

23 ตุลาคม 2557

สำนักงานสถิติแห่งชาติ รายงานว่า ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยตั้งแต่ปี 2548

โดย....วารุณี อินวันนา

สำนักงานสถิติแห่งชาติ รายงานว่า ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยตั้งแต่ปี 2548 โดยล่าสุดปี 2556 มีผู้สูงวัยที่อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 9 ล้านคน คิดเป็น 13.2% และในปี 2571 จะเพิ่มเป็น 17.74 ล้านคน หรือ 23.5% ของประชากรทั้งหมด คิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 4 ของประชากรทั่วประเทศ

ในจำนวนผู้สูงวัย 9 ล้านคนในปี 2556 มีที่ยังทำงานอยู่จำนวน 3.45 ล้านคน หรือคิดเป็น 38.3% แบ่งเป็นชายสูงวัยทำงาน 2 ล้านคน และหญิงสูงวัยทำงาน 1.45 ล้านคน

จากสถิติดังกล่าวของสำนักวิจัยและสถิติ บริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ (ไทยรีฯ) จึงมองว่าเป็นโอกาสในการเข้าไปนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต ทั้งด้านการเก็บออมและการดูแลสุขภาพ และผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่สามารถนำไปใช้ได้ทันที

ทั้งนี้ จากสถิติพบว่าโรคที่ผู้สูงวัยป่วยมากที่สุด คือ ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง คอเลสเตอรอลสูง คิดเป็นสัดส่วน 34% ของผู้สูงวัยทั้งหมด ส่วนรองลงมาเป็นโรคเบาหวาน 15% เกาต์ 10% หัวใจ 4.83% อัมพฤกษ์ อัมพาต 1.73% และไต 1.67%

เมื่อดูจากข้อมูลดังกล่าว จะพบว่าผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่เหมาะสมกับผู้สูงวัยในปัจจุบันน่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้สูงวัยสามารถใช้ได้ทันทีเมื่อเกิดการเจ็บป่วย หรือไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีการชดเชยรายได้ มีบริการดูแลยามเจ็บป่วย รวมถึงควรมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นการเตรียมความพร้อมให้กับคนในวัยทำงานได้เตรียมตัวก่อนจะเกษียณอายุ เพื่อให้มีรายได้เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นหลังเกษียณอายุ

นอกจากนี้ ในปัจจุบันการให้บริการดูแลผู้สูงวัยยังมีจำนวนน้อย ไม่สามารถรองรับกับจำนวนผู้สูงวัยที่มีจำนวนมาก รวมทั้งขาดมาตรฐานในการดูแล

การดึงดูดให้ผู้สูงวัยหันมาทำประกันภัยมากขึ้น บริษัทประกันภัยจึงอาจจัดเตรียมการให้บริการด้านการให้คำปรึกษา รวมถึงการบริการดูแลเพิ่มเติมจากการจ่ายคืนเป็นเงินเอาประกันภัยเมื่อครบสัญญา หรือเข้าเงื่อนไขของการจ่ายค่าสินไหมทดแทน

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ประกันสำหรับผู้สูงวัยยังมีไม่มาก แต่เริ่มเห็นบริษัทประกันชีวิตออกกรมธรรม์ให้ความคุ้มครองผู้สูงวัยเพิ่มขึ้นผ่านสื่อโทรทัศน์บ้างแล้ว

สำหรับกรมธรรม์บำนาญที่ออกแบบเพื่อการเก็บออมระยะยาวนั้น ยังมีเพียงการคืนเงินออกมาเป็นรายปี จึงควรจะมีผลประโยชน์อื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้สูงวัย

บริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ ระบุถึงเหตุผลที่มองว่าตลาดประกันผู้สูงวัยในไทยมีแนวโน้มเติบโตสูง ว่า เป็นเพราะคนกลุ่มนี้มีแนวโน้มใช้ชีวิตลำพังกับคู่สมรส หรือมีการครองตัวเป็นโสดเพิ่มขึ้น การพึ่งพาลูกหลานเหมือนในอดีตจะลดลง กลุ่มผู้สูงวัยเหล่านี้จึงต้องการเก็บออมไว้ให้เพียงพอที่จะใช้เลี้ยงชีพหลังเกษียณ ประกอบกับปัจจุบันผู้สูงวัยไทยมีรายได้จากผลประโยชน์จากการประกันชีวิตหรือประกันการดูแลระยะยาว ในสัดส่วนที่น้อยมากถึงน้อยที่สุด

ส่วนรายได้ส่วนใหญ่ของผู้สูงวัยที่ใช้ในการดำรงชีวิตมาจากบุตรและบุตรบุญธรรม คิดเป็น 40% รองลงมาเป็นรายได้จากการทำงาน 35.1% และเบี้ยยังชีพจากการรับราชการ 11.4% แต่จากนี้ไปผู้สูงวัยมีแนวโน้มใช้ชีวิตตามลำพังเพิ่มขึ้น ทำให้การพึ่งพิงลูกหลานจะลดลง

ขณะที่รายได้จากส่วนดอกเบี้ย เงินออมและทรัพย์สินต่างๆ นั้นเป็นแหล่งรายได้ที่มีสัดส่วนเพียงเล็กน้อย

สำนักวิจัยและสถิติ บริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ รายงานว่า หากเปรียบเทียบกับ 10 ประเทศในอาเซียน ที่มีประชากรรวมกัน 606 ล้านคน พบว่ามีเพียงไทยกับสิงคโปร์ที่เข้าสู่สังคมสูงวัยแล้ว คือ มีประชากรที่อายุตั้งแต่ 60 ขึ้นไป มีสัดส่วนเกิน 10% ของประชากรทั้งหมด แต่ประเทศอื่นๆ ก็มีแนวโน้มที่จะเข้าสู่สังคมสูงวัยเช่นกัน โดยในปี 2576 ทุกประเทศในอาเซียนจะเข้าสู่สังคมสูงวัย

ปัจจุบันระบบการออมเพื่อการชราภาพของไทย ครอบคลุมเพียงแรงงานในระบบ ซึ่งคิดเป็นเพียง 1 ใน 3 ของแรงงานทั้งหมดของประเทศ ส่วนที่เหลือ 2 ใน 3 เป็นแรงงานนอกระบบ แม้ว่าจะมี พ.ร.บ.จัดตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว แต่การดำเนินการยังต้องใช้เวลา และรัฐบาลได้แก้ปัญหาบางส่วนด้วย

สำนักวิจัยและสถิติ บริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ แนะนำว่า ประชาชนควรเริ่มตั้งแต่อายุยังน้อย และให้ความสำคัญกับการออมอย่างจริงจัง เพื่อสร้างหลักประกันว่าจะมีเงินออมอย่างเพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตหลังเกษียณ

ขณะที่ภาครัฐควรมีบทบาทที่สำคัญในการส่งเสริมให้ผู้สูงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดี ภาคธุรกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจประกัน ก็ควรที่จะเตรียมความพร้อมและเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างนี้ เพื่อเสนอแบบประกันที่เหมาะสม

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท