
เสียงสะท้อน"ชาวนา"เงินหมื่นได้มาแค่พอซื้อข้าว-น้ำ
นับแต่รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา เร่งคืนความสุขให้ชาวนาโดยการจ่ายเงินชดเชยต้นทุนการปลูกข้าว 1,000 บาท/ไร่
โดย...สิทธิณี ห่วงนาค
นับแต่รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา เร่งคืนความสุขให้ชาวนาโดยการจ่ายเงินชดเชยต้นทุนการปลูกข้าว 1,000 บาท/ไร่ ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ หรือไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท/ครัวเรือน ภายใต้กรอบวงเงิน 4 หมื่นล้านบาท ไม่ว่าการแจกเงินครั้งนี้จะมีเหตุผลเพื่อสกัดม็อบชาวนาเข้ากรุงฯ หลังรัฐบาลยกเลิกโครงการแทรกแซงราคาข้าวโดยสิ้นเชิง หรือเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อจากฐานรากในยามเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะฝืดเคืองก็ตาม
แต่จะพบว่าการแจกเงินครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาให้ชาวนาในระยะยาวและยั่งยืนแม้แต่น้อย
วรนุช มหิพันธ์ อายุ 42 ปี ชาวนา ต.โพธิ์สามต้น อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งนั่งตากแดดเฝ้าเครื่องสูบน้ำที่กำลังสูบน้ำเข้านาที่แห้งผากกับพ่อและน้องชาย ให้สัมภาษณ์กับ “โพสต์ทูเดย์” ว่า ได้เช่าที่ดินทำนา 48 ไร่ อัตราค่าเช่า 1,000 บาท/ไร่/รอบ และตอนนี้ได้ใช้สิทธิขึ้นทะเบียนขอรับเงินช่วยเหลือ 1,000 บาท/ไร่ เรียบร้อยแล้ว แต่สิ่งที่ชาวนาต้องการมากกว่าเงินที่รัฐบาลแจก คือ ชาวนาอยากให้ราคาข้าวเปลือกเพิ่มขึ้น เพราะข้าวเปลือกรอบที่แล้วขายได้ 6,000 บาท/เกวียนเท่านั้น ส่วนข้าวเปลือกที่เพิ่งเกี่ยวไปรอบนี้ขายได้ราคา 6,700 บาท/เกวียน แต่ต้นทุนปลูกข้าวอยู่ที่ 5,0006,000 บาท/ไร่
“ตอนนี้ 1 ไร่ ปลูกข้าวได้ไม่เคยถึง 1 เกวียน ได้แค่ 8590 ถัง ซึ่งเงินที่ขายข้าวบวกกับเงินที่รัฐบาลแจกให้ เมื่อนำไปหักค่าเช่านาและต้นทุนอื่นๆ จะเหลือเงินใช้จ่ายในครัวเรือนไม่มาก ส่วนที่ทหารบอกว่าให้เจ้าของดินลดค่าเช่า 200 บาท/ไร่ เวลาทหารมาเขาก็บอกจะช่วยลดให้ แต่พอทหารกลับก็เหมือนเดิม แต่เราก็ต้องยอม ยอมง้อเจ้าของที่ดิน เพราะถ้าไม่ยอม เดี๋ยวไม่มีที่ดินทำนาก็จะลำบากกันทั้งบ้าน” วรนุช กล่าว
วรนุช เล่าอีกว่า ต้นทุนการปลูกข้าวนับวันมีแต่จะสูงขึ้น อย่างการสูบน้ำเข้านา 20 ไร่ จะต้องเสียค่าสูบน้ำวันละ 1,000 บาท ใช้เวลาสูบ 3 วัน และกว่าจะเกี่ยวข้าวได้ต้องสูบน้ำประมาณ 5 รอบ ค่าใช้จ่ายตกหลายหมื่นบาท ยิ่งตอนนี้กรมชลประทานงดปล่อยน้ำแล้วบอกให้ไปปลูกผัก ปลูกถั่วเขียว ตรงนี้ก็ต้องคิดกันหลายรอบ เพราะไม่รู้ว่าปลูกแล้วจะขายให้ใคร ชาวนาส่วนใหญ่จึงยอมเสี่ยงที่จะลงทุนทำนาต่อไป
ด้าน จำนง มหิพันธ์ อายุ 68 ปี บิดาของวรนุช เล่าเพิ่มเติมว่า เงินที่ได้จากการขายข้าวรอบนี้ หลังหักค่าหนี้ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แล้ว เหลือเงินกลับบ้านไม่ถึง 3 หมื่นบาท/การทำนา 1 รอบ ส่วนเงินที่รัฐบาลให้มา 1.5 หมื่นบาท คงเพียงพอที่จะเก็บไว้ซื้อข้าวซื้อน้ำกินเท่านั้น ไม่สามารถนำไปจ่ายหนี้ที่ค้างกับ ธ.ก.ส.ได้เลย
“ฉันไม่ได้ดูถูกเงินนะ แต่ที่ให้มาใช้หนี้ ธ.ก.ส.ยังไม่ได้เลย เก็บเอาไว้ซื้อน้ำซื้อข้าวกินเท่านั้น แต่สิ่งที่รัฐควรช่วยคือการไปรับซื้อข้าวจากชาวนาเกวียนละ 1 หมื่นบาท เพราะจะช่วยชาวนาได้ทุกรายและทุกคนจะได้มีเงินเหลือบ้าง” จำนง กล่าว
ขณะที่ชาวนาตัวจริงอีกคนหนึ่งอย่าง ชาญ โตสัมฤทธิ์ อายุ 50 ปี ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 8 ต.นาคูชาวนา ต.ผักไห่ อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา พูดเสียงดังฟังชัดว่า เงินที่รัฐบาลให้ไร่ละ 1,000 บาทคงไม่มีใครไม่เอา แต่สิ่งที่ทำให้ชาวนาเดือดร้อนในขณะนี้ คือ ราคาข้าวเปลือกที่ตกต่ำต่อเนื่อง ส่วนเงินที่ได้มาจะช่วยได้ในระยะสั้น
“เหมือนเติมน้ำลงทะเลทราย เพราะชาวนาเงินหายจากมือไปเยอะ แถมต้องควักเนื้อทำนากันอีก มันเหมือนชาวนาต้องกู้เงินมาปลูกข้าวเลี้ยงคน อย่างครอบครัวผมทำนา 15 ไร่ ที่นาต้องเช่าทั้งหมด เพราะที่ดินส่วนใหญ่อยู่กับนายทุนหมดแล้ว ต่างคนก็ต่างไปเช่านาทำกินกันไป และแม้ว่านาปรังปีนี้กรมชลประทานจะไม่ปล่อยน้ำ แต่ชาวนาส่วนมากยังเดินหน้าทำนา ยอมเสียค่าน้ำมันสูบน้ำเข้านา ผมก็เข้าใจหัวอกเขานะว่า ที่จะต้องกู้เงินแสนแพง ทั้งที่ราคาข้าวแสนถูก เพราะเขาไม่รู้จะทำอะไร ยอมเสี่ยงกันทั้งนั้น”
สำหรับชาวนาในจังหวัดใกล้เคียง เช่น สายใจ นิลแสวง อายุ 38 ปี ชาวนา อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี เล่าว่า วันนี้เธอมาคุมรถเกี่ยวข้าวและเธอเป็นอีกคนที่เช่าที่ดิน 38 ไร่เพื่อทำนา รวมทั้งได้สิทธิได้รับเงินช่วยเหลือ 1.5 หมื่นบาทเหมือนกัน แต่เงินที่ได้รับแจกมาไม่น่าจะเพียงพอกับเงินที่ลงทุนปลูกข้าวในรอบนี้ เพราะปีนี้เกิดปัญหาภัยแล้ง ทำให้ต้องสูบน้ำเข้านา เสียค่าใช้จ่ายวันละ 2,000 บาท ยิ่งทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าการทำนารอบนี้จะมีเงินเหลือกลับบ้านไม่ถึง5 หมื่นบาท แต่ต้องใช้เป็นค่าใช้จ่ายในบ้านเกือบทั้งปี
นี่คือเสียงสะท้อนจากใจชาวนาตัวจริงถึง พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)







