
ขึงดอกเบี้ยต่ำฟื้นเศรษฐกิจ
ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยฟื้นไข้จากมรสุมการเมือง จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้ยาบำรุงให้สร่างไข้กลับมาแข็งแรงโดยเร็ว และหน่วยงานอันดับต้นๆ ที่ออกมาตรการบำรุงเศรษฐกิจอันดับต้นๆ คือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา กนง.ได้ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่เดิม 1.25%
สาเหตุเพราะให้น้ำหนักต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองมากกว่าการดูแลเงินเฟ้อ โดย กนง.เห็นว่าการคงดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำหรือการปล่อยให้ต้นทุนการเงินถูกกว่าปกติที่ควรจะเป็นไปอีกระยะ น่าจะช่วยกระตุ้นภาคธุรกิจและประชาชนให้มีการใช้จ่ายใช้สอย การลงทุนเพิ่มขึ้นกว่าช่วงที่มีการชุมนุมได้ ที่ปริมาณการใช้จ่ายในประเทศชะลอตัวลงได้
ขณะเดียวกันก็จะได้มีเวลาดูปัจจัยเสี่ยงจากทิศทางการเมืองในประเทศและภาวะเศรษฐกิจโลกได้ชัดเจนยิ่งขึ้นด้วย เพราะภาวะนี้เงินเฟ้อแม้จะปรับสูงขึ้นแต่ก็ไม่ได้เร่งตัวมากจนน่าห่วง แม้ว่าใจจริง กนง.อยากปรับขึ้นดอกเบี้ยเข้าสู่ระดับปกติมาตั้งแต่การประชุมเมื่อวันที่ 10 มี.ค.แล้วก็ตาม
ทั้งนี้ ตลาดต่างสนับสนุนการคงดอกเบี้ยของ ธปท. เพราะช่วยให้เศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังมีแรงส่งมากขึ้น โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ โฆษกกระทรวงการคลัง ระบุว่านโยบายการเงินและการคลังน่าจะอยู่ในภาวะผ่อนคลายต่อไป ซึ่งในภาวะเช่นนี้ ธปท. ควรคงอัตราดอกเบี้ยไว้ก่อน
ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ธปท. อาจต้องตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงเวลาที่เหมาะสมในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ตามทิศทางของเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้นจากมาตรการอุดหนุนภาครัฐ โดยคาดว่าการขึ้นดอกเบี้ยน่าจะอยู่ในไตรมาส 3
อย่างไรก็ตาม ธปท.ได้เริ่มต้นส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งใหม่แล้ว คาดว่าการประชุม กนง.ครั้งหน้าในวันที่ 14 ก.ค.นี้ อาจจะพิจารณาปรับขึ้นเลย หากข้อมูลเศรษฐกิจในเดือน มิ.ย.ไม่ออกมาเลวร้ายมาก
นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยยังมีพื้นฐานที่แข็งแรงมีโอกาสเติบโตได้ ฉะนั้นการดำเนินนโยบายการเงินเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะกลับมาเดินหน้าต่อไป และสามารถพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษในปัจจุบันที่ 1.25% ให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติได้
ด้านมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาจากการชุมนุมก็ได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการช่วยเหลือด้านเงินสินเชื่อจากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) โดยนายโสฬส สาครวิศว กรรมการผู้จัดการ เอสเอ็มอีแบงก์ กล่าวว่า ธนาคารเริ่มเบิกจ่ายเงินสดให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบทางการเมืองตามโครงการเอสเอ็มอีพาวเวอร์เพื่อวันใหม่แล้ว 161 ราย วงเงิน 98 ล้านบาท
ทั้งนี้ มีผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบมาลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 2631 พ.ค.แล้ว จำนวน 5,714 ราย คิดเป็นวงเงินขอกู้ 3,995 ล้านบาท ซึ่งมีผู้ประกอบการที่ผ่านเกณฑ์การอนุมัติสินเชื่อแล้ว 2,640 ราย วงเงิน 1,668 ล้านบาท คาดว่าธนาคารจะพิจารณาอนุมัติสินเชื่อตามวงเงินทั้งหมดได้ภายใน 2 เดือน
และล่าสุดธนาคารได้ดำเนินการขออนุมัติวงเงินจากรัฐบาลมาปล่อยกู้ในโครงการนี้เพิ่ม จาก 5,000 ล้านบาท เป็น 1 หมื่นล้านบาทแล้ว เพื่อจะได้นำมาปล่อยกู้ต่อรายได้มากขึ้น จากเดิมที่กู้ได้สูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาท เพิ่มเป็น 3 ล้านบาทต่อราย โดยคาดว่าสินเชื่อนี้มีปัญหาหนี้เสียเพียง 2% ของยอดสินเชื่อรวม
สำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐก็เดินหน้าไม่หยุด ล่าสุดคลังเตรียมออกมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวมโหฬาร ถึงขนาดให้กรมสรรพากรลดหย่อนภาษีให้ประชาชนเป็นกรณีพิเศษ ด้วยการให้นำค่าใช้จ่ายใบเสร็จค่าที่พักมาหักลดหย่อนภาษีได้ปีละ 1.5 หมื่นบาท แต่มาตรการนี้จะผ่านความเห็นชอบจาก ครม.ในสัปดาห์หน้าหรือไม่ต้องติดตาม
ขณะที่การเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ ล่าสุดคลังได้เร่งรัดการเบิกจ่ายโครงการลงทุนไทยเข้มแข็งที่เคยชะงักจากปัญหาทางการเมืองใหม่ ให้เบิกจ่ายภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2553 นี้ จากภาพรวมความร่วมมือภาครัฐ เอกชน ส่งผลให้มุมมองต่อเศรษฐกิจไทยปีนี้ดีขึ้น โดยธนาคารไทยพาณิชย์คาดว่าปีนี้น่าจะโตได้ 4.55.5%
รายงานสรุปการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) พบว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ 771.48 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.64% จาก 737.28 จุด ในสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่มูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสัปดาห์ลดลง 6.48% จาก 96,153 ล้านบาท ในสัปดาห์ก่อนหน้า มาอยู่ที่ 89,922 ล้านบาท มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลงจาก 23,905 ล้านบาท ในสัปดาห์ก่อนมาอยู่ที่ 17,984 ล้านบาท โดยนักลงทุน สถาบัน นักลงทุนต่างชาติ และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิที่ 3,867 ล้านบาท 1,487 ล้านบาท และ 60 ล้านบาท ตามลำดับ
สำหรับสัปดาห์หน้าดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อได้ แต่น่าจะอยู่ในกรอบที่จำกัด ขณะที่นักลงทุนยังคงต้องระมัดระวังปัจจัยเสี่ยงเรื่องหนี้ยุโรปและมาตรการของทางการจีน ส่วนปัจจัยในประเทศยังคงต้องติดตามสถานการณ์ทางการเมือง โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน







