
ไหม...สร้างญี่ปุ่น (1)
ข้ามมากว่า 1 ศตวรรษ หลังจากเกิดอุตสาหกรรมโรงงานผลิตผ้าที่ Manchester อังกฤษผู้ผลิตผ้าและนักค้าผ้ารายสำคัญกำลังมองข้ามปากีสถานและอินเดียไปหาวัตถุดิบใหม่มาพัฒนาผลิตภัณฑ์สิ่งทอ ซึ่งคุ้นชินกับการใช้ฝ้าย ขนแกะ ลินิน
ข้ามมากว่า 1 ศตวรรษ หลังจากเกิดอุตสาหกรรมโรงงานผลิตผ้าที่ Manchester อังกฤษผู้ผลิตผ้าและนักค้าผ้ารายสำคัญกำลังมองข้ามปากีสถานและอินเดียไปหาวัตถุดิบใหม่มาพัฒนาผลิตภัณฑ์สิ่งทอ ซึ่งคุ้นชินกับการใช้ฝ้าย ขนแกะ ลินิน
อังกฤษรู้ว่าหากเดินทางเลย British India ไปถึงจีน ญี่ปุ่น ที่นั่นมี วัตถุดิบอีกอย่างที่น่าสนใจคือ ผ้าไหม ซึ่งเรือสินค้าบริษัท อีสท์อินเดีย ของดัตช์ (เนเธอร์แลนด์) ไปขนมาขายที่ยุโรปจำนวนมาก
พื้นที่ทางตะวันออกของเอเชีย หมายถึงจีน ญี่ปุ่น เกาหลี เป็นเขตผลิตผ้าที่สำคัญแห่งภาคพื้นทวีปนี้มานานกว่า 2,000 ปีมาแล้ว
ถนนการค้าจากเมืองริมทะเลทราย Taklamakan ในจีนไปถึงเมืองคอนสแตนติโนเปิลริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทำให้พวกโรมันงงงวยกับผ้าชนิดหนึ่งที่ทำมาจาก “ไหม” โรมันส่งคนเดินทางย้อนรอยเส้นทางพวกพ่อค้าเข้ามาในเส้นทางสายนี้เพื่อจะหาพื้นที่ทำผ้าไหม แต่ก็ต้องกลับไปเพราะไม่สามารถหาต้นตอได้ เนื่องจากผ้าไหมได้ขายเปลี่ยนมือกันมาหลายทอด
ถนนสายนี้ไม่เคยมีชื่อว่า “Silk Road” หรือ “ถนนสายไหม” แต่ก็เพิ่งเรียกว่า “Silk Road”
Silk Road เป็นเส้นทางจากขอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมาผ่านอัฟกานิสถานเข้าตอนบนของปากีสถานและข้ามเทือกเขา Karakoram เข้าไปในจีน ซึ่งผู้เขียนก็ได้เดินทางเข้าไปในบางช่วงของถนนสายไหมไปจนถึงรอยต่อของถนนสายนี้ตรงเส้นแบ่งพรมแดน ปากีสถานจีน ซึ่งเป็นพรมแดนที่สูงที่สุดในโลก
Silk Road ในปากีสถานและจีนเพิ่งถูกปรับปรุงใหม่ ส่วนหนึ่งมีชื่อว่าถนน KKH หรือ Karakoram Highway มันกำลังจะกลับมามีบทบาททาง Logistics ที่สำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจการค้าของจีนลงไปยังย่านทะเลอาหรับ ซึ่งผู้เขียนอาจจะนำมาเขียนในช่วงต่อๆ ไป
“ไหม” เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตผ้าในเอเชียตะวันออกนอกจากฝ้าย ซึ่งปลูกกันทั่วไปในจีนและญี่ปุ่น
ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเรือสินค้าของดัตช์และเรือสินค้าของชาวโอกินาวาล่องมาซื้อสินค้าสำคัญอย่างหนึ่งจากอยุธยาประจำคือ “ไม้ฝาง” นำไปส่งขายในญี่ปุ่นบ้าง ในจีนบ้าง เพื่อนำไปขายต่อให้พวกทำสีย้อมผ้าไหม “ไม้ฝาง” จะให้สีเหลืองอมส้มเป็นสีของเสื้อผ้าสำหรับพวกขุนนางและคนชั้นสูงในจีนและญี่ปุ่น
โชคดีว่า “ไม้ฝาง” ของเรามีเยอะจึงยังพอมีเหลือให้เห็นทุกวันนี้ แต่สินค้ายอดนิยมอีกอย่างที่ญี่ปุ่นต้องการอย่างมาก ทำให้คนสยามไล่ฆ่าเอาหนังขายญี่ปุ่นลดจำนวนลงไปตั้งแต่สมัยอยุธยาจนเพิ่งมาสูญพันธุ์นั้นคือ... เนื้อสมัน
ญี่ปุ่นก็ปิดประเทศไปตั้งแต่ ค.ศ. 1603 เพราะโปรตุเกสนำศาสนาคริสต์เข้าไปเผยแผ่ทำให้คนญี่ปุ่นส่วนหนึ่งหันมานับถือศาสนาคริสต์ และคนที่นับถือศาสนาคริสต์ถูกข่มเหงจนเกิดการต่อสู้กันถึงขั้นจลาจล
ญี่ปุ่นก็ขับพวกโปรตุเกสออกนอกประเทศยกเว้นพวกดัตช์กับจีน เพราะสอง ชาตินี้ไม่สร้างความวุ่นวาย โดยเฉพาะดัตช์นั้นเป็นผู้ขายปืนให้ญี่ปุ่นและดัตช์ก็ไม่ถูกกับพวกโปรตุเกส
พวกดัตช์เป็นพ่อค้าไฮโซค่ะ...
ดัตช์ค้าแต่ของแพงๆ เช่น เครื่องเทศจากสุลาเวสี โดยเฉพาะลูกจันทน์เทศที่ดัตช์เอาไปทำให้คนยุโรปเชื่อว่ามีสรรพคุณเทียบเท่าไวอะกร้า
ดัตช์ไม่ได้วิ่งเรือจากอัมสเตอร์ดัมมาค้าที่นางาซากิอย่างเดียว แต่ดัตช์ก็รับสินค้าจากท่าหนึ่งไปขายยังอีกท่าหนึ่งตั้งแต่แอฟริกาเรื่อยมาถึงญี่ปุ่นทั้งไปและกลับ
และการค้าอีกอย่างหนึ่งที่ทำกำไรให้พวกดัตช์มากคือการซื้อผ้าไหมจากญี่ปุ่นไปขายยุโรปค่ะ...
(อ่านต่อวันอังคารหน้า)







