
โรงสีชุมชน
จากข้อมูลของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ล่าสุดมีการระบุว่า ไทยมีโรงสีข้าวมากถึง 38,437 แห่ง เป็นโรงสีข้าวขนาดใหญ่ 82 แห่ง โรงสีข้าวขนาดกลาง 503 แห่ง และโรงสีข้าวขนาดเล็ก 37,852 แห่ง
จากข้อมูลของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ล่าสุดมีการระบุว่า ไทยมีโรงสีข้าวมากถึง 38,437 แห่ง เป็นโรงสีข้าวขนาดใหญ่ 82 แห่ง โรงสีข้าวขนาดกลาง 503 แห่ง และโรงสีข้าวขนาดเล็ก 37,852 แห่ง
แต่ปรากฏว่าโรงสีข้าวขนาดเล็ก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงสีชุมชนและโรงสีข้าวสหกรณ์มากกว่า 3.7 หมื่นแห่ง ยังไม่ได้รับการพัฒนาเข้าสู่มาตรฐานจีเอ็มพี ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพและคุณภาพการสีข้าว ตลอดจนได้รับความเชื่อถือจากผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ
“หากโรงสีข้าวขนาดเล็กเข้าสู่มาตรฐานจีเอ็มพีเพิ่มขึ้น นอกจากจะยกระดับมาตรฐานคุณภาพข้าวแล้ว ยังจะช่วยในเรื่องการจัดทำมาตรฐานข้าวที่ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) เช่น ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ข้าวเจ๊กเชยเสาไห้ และข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์ ซึ่งจะทำให้ชาวนาขายข้าวได้ในราคาเพิ่มสูงขึ้น” ศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ เลขาธิการ มกอช. กล่าว
แม้ว่า มกอช.จะมีโครงการยกระดับโรงสีชุมชนให้รองรับการผลิตข้าวครบวงจรตั้งแต่แปลงผลิตไปถึงมือผู้บริโภค แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้เสียงตอบรับเท่าที่ควร เพราะมีโรงสีเข้าร่วมโครงการนำร่องเพียง 5 แห่ง
สะท้อนได้อย่างดีว่าหลังรัฐบาลมีโครงการรับจำนำข้าวเปลือก 1.5 หมื่นบาท/ตัน ชาวนาหันเหความสนใจจากการเน้นการพึ่งพาตัวเอง มาพึ่งพานโยบายประชานิยมของรัฐบาลจนอ่อนแอไปตามๆ กัน
ด้าน วิเชียร พวงลำเจียก นายกสมาคมชาวนาข้าวไทย ระบุว่า ปัจจุบันรูปแบบการขายข้าวเปลือกของชาวนาเปลี่ยนไป โดยชาวนาไม่ได้สนใจหรือขายข้าวเปลือกให้โรงสีใดเป็นการเฉพาะ แต่เลือกโรงสีไหนก็ได้ที่ให้ราคาข้าวเปลือกดี ไม่กดราคา และมีการอำนวยความสะดวก
“บางโรงสีจะให้เอเยนต์มารับซื้อข้าวเปลือกถึงนาและเกี่ยวสดที่นา ชาวนาไม่ต้องเสียเวลาไปติดต่อจ้างรถเกี่ยวด้วยตัวเอง อีกทั้งการที่ชาวนาต้องกู้เงินจากโรงสีมาใช้ก่อน ทำให้ชาวนาต้องขายข้าวเปลือกให้กับโรงสี โดยหักหนี้จากค่าข้าวเปลือกที่ขายทันที”







