
วัฒนธรรมคิด (1)
สมัยตอนเรียนหนังสือ ผมถือว่าเป็นเด็กเรียนคนหนึ่งที่ชิลมาก เพราะผมก็เหมือนทายาทธุรกิจทั่วไปที่มองว่า เดี๋ยวพอผมเรียนจบ ผมก็จะมาทำงานเหมือนคุณพ่อ เป็นผู้จัดการบริษัท
สมัยตอนเรียนหนังสือ ผมถือว่าเป็นเด็กเรียนคนหนึ่งที่ชิลมาก เพราะผมก็เหมือนทายาทธุรกิจทั่วไปที่มองว่า เดี๋ยวพอผมเรียนจบ ผมก็จะมาทำงานเหมือนคุณพ่อ เป็นผู้จัดการบริษัท
เด็กๆ ผมก็มักจะถามพ่อว่า “พ่อครับผมต้องเรียนอะไร ถึงจะได้เป็นผู้จัดการบริษัทของพ่อครับ” พ่อบอกผมว่า “เรียนวิศวะสิลูก เพราะงานของพ่อต้องดูแลบริษัทขนส่ง ดังนั้นการคำนวณสำคัญมาก”
วันนั้นผมมีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจนมาก ใช่!! ผมต้องเรียนวิศวะ
แต่ปัญหาก็คือ ผมโง่เลขมาก จริงๆ ผมเป็นเด็กเก่ง ยกเว้น 2 วิชา คือ เลขกับภาษาอังกฤษ ซวยละสิ!! แล้วทั้งสองวิชานั้นคือ สองวิชาที่ควรเรียนเก่งที่สุด หากต้องเรียนสายวิศวะ ดังนั้นสิ่งที่ผมทำคือ ไปหาที่เรียนพิเศษเพื่อจะติวเข้มสองวิชานี้
ที่ผมเล่าคงเหมือนกับชีวิตของเด็กหลายๆ คนที่เอาอาชีพของพ่อแม่เป็นต้นแบบ แล้ววัฒนธรรมการเรียนพิเศษของเด็กไทยก็เริ่มขึ้น เราเรียนกันหนักมาก เรียกได้ว่าเรียนหนักกว่าเรียนจริงที่โรงเรียนเสียอีก
จุดเปลี่ยนผมอยู่ที่บ่ายวันหนึ่ง ตอนนั้นผมเรียนอยู่ ม.5 คุณพ่อกลับบ้านมาแล้วบอกผมว่า “พ่อเลิกทำบริษัท แล้ว”
เฮ้ย!! แล้วผมจะทำอะไรต่อ พ่อเลิกบริษัทแล้ว “ตอนนั้นมึนไปหลายวัน จากเดิมไม่เครียดว่า อนาคตจะเป็นอย่างไร ชิลๆ กลายมาเป็นเกิดคำถามในหัวมากมาย ว่าแล้วเราจะทำอะไรดี ทำอะไร ทำอะไรดี?”
จริงๆ จุดนั้นเป็นทั้งวิกฤตและโอกาสของชีวิตผมเลย ก็ว่าได้ เพราะถ้าบ่ายวันนั้นพ่อไม่เดินกลับมาบอกว่าเลิกทำบริษัท ป่านนี้ผมคงเป็นวิศวกรและก็เป็นผู้จัดการบริษัทขนส่งต่อจากพ่อ ใช่!! จุดนั้นผมเรียนรู้ได้ว่าจุดเปลี่ยนของชีวิตเรามันเกิดขึ้นเสมอ และจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญมันมักจะมาจากจุดที่เราไม่คาดคิด
ที่เด็ดกว่านั้นคือ ผมได้เรียนรู้ว่ายิ่งจุดเปลี่ยนมันทำให้เราเครียดมากแค่ไหน จุดนั้นแหละ ไม่ได้เรียกว่า จุดเปลี่ยน แต่มันเรียกว่าโอกาสต่างหาก “แม่เจ้า ยิ่งมืด ยิ่งเห็นดวงดวง ไม่ผิดล่ะ!!”
วันนี้ผมเดินสายทำโครงการพัฒนาทายาทธุรกิจกับธนาคารกรุงเทพ แล้วเดินสายทั่วประเทศ ทำให้ผมเข้าใจหัวอกของทายาทธุรกิจเอามากๆ เลย ส่วนใหญ่ทายาทธุรกิจก็มักจะมองว่า เขาต้องทำกิจการต่อจากพ่อ ดังนั้น ไม่ต้องคิดมาก เพราะเป้าหมายของเขาชัดเจนอยู่แล้วคือ เขารู้ว่าถนนทุกสายมันพุ่งไปที่สืบต่อธุรกิจ
ก็ดีนะครับ ถ้าโลกมันไม่ได้เปลี่ยน คนเหล่านี้คงสามารถสืบทอดกิจการต่อจากพ่อแม่ แล้วทำต่อไปเรื่อยๆ แต่ปัญหาคือ โลกปัจจุบันมันบ้ากว่านั้น ถ้าใครยังจำ Nokia ได้ เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว Nokia ยังเป็นบริษัทมือถือ ที่รายใหญ่ที่สุดของโลก แต่วันนี้เจ๊งเรียบร้อย ใช่!! ครับวันนี้ไม่มีใครใช้มือถืออีกแล้ว
จริงๆ วันนี้คุณแทบจะไม่สามารถซื้อมือถือเฉยๆ ได้แล้ว เพราะมันมีแต่ Smart Phone แล้วที่สำคัญวันนี้เจ้าตลาดมือถือที่ครองตลาดโลก ไม่ใช่บริษัทมือถือ แต่เป็นบริษัท Computer ซึ่งก็คือ Apple และ Samsung จะเห็นได้ว่า Nokia เขาไม่ได้เจ๊ง เพราะทำโทรศัพท์มือถือไม่ดี (เพราะมือถือ Nokia มีคุณภาพมาก) แต่ Nokia เจ๊ง เพราะเขาไม่คาดคิดว่าคนจะอยากได้ “Computer มือถือที่โทรศัพท์ได้”
วันนี้โรงงานในประเทศไทยเริ่มเจอปัญหาคือ ธุรกิจที่ตัวเองทำอยู่มันหายไปเลย คล้าย Nokia เช่น บางคนทำโรงงานผลิตสินค้าให้ Brand ใหญ่ๆ อย่าง Nike หรือ Adidas แต่พอวันดีคืนดี บริษัท Nike ก็เดินมาบอกว่า “เขาจะย้ายไปใช้โรงงานในเวียดนามผลิตแทน” แล้วสักพักรัฐบาลก็ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท ตกลงอยู่ดีๆ สรุปว่ายอดขายหายไปเลย ต้นทุนก็เพิ่มกำไรหด ติดหนี้ ซวย เอาไงต่อล่ะ!!
นี่เป็น Case ที่ผมเจอเยอะมาก เพราะวันนี้ทุกโรงงานกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยน เนื่องจากคู่แข่งเข้ามาเพิ่มตลาดเปลี่ยนไป แถมต้นทุนเพิ่มขึ้นมันกลายเป็นความเครียดที่คาอกทายาทธุรกิจ
สิ่งที่ผมแนะนำทายาทธุรกิจก็คือ เอาประสบการณ์ผมมาเล่าให้ฟัง สิ่งแรกที่ผมพูดก็คือ “วิกฤตน่ะ คือ โอกาสครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต!!”
หลังจากพูดคำนี้ขึ้นมาทายาทธุรกิจที่มาฟังก็ทำหน้างงๆ ตกลงว่ามันโอกาสตรงไหนอ่ะ เห็นแต่วิกฤตมองไม่เห็นโอกาสเลย เครียดสุดๆ
สัปดาห์หน้าเราจะมาคุยกันว่า “การเปลี่ยนแปลงของทุกธุรกิจมันคือ วิกฤตที่เปลี่ยนเป็นโอกาสได้อย่างไร” ผมมีเคล็ดลับดีๆ มาฝาก แล้วสัปดาห์หน้าจะมาเล่าให้ฟังครับ The Silicon Valley วัฒนธรรมแห่งความคิด ทุกอย่างเปลี่ยนที่ความคิดจริงๆ!!







