
4 ซีอีโอมั่นใจปีหน้าสดใส
ผู้บริหารระดับสูงบริษัท ซิโนไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC) บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) บริษัท บางจากปิโตรเลียม (BCP) และบริษัท อิชิตัน กรุ๊ป (ICHI) ได้นำเสนอข้อมูลในงาน Thailand Major คือ งาน ซีอีโอ ฟอรัม ของบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต โดยมีผู้จัดการกองทุนในประเทศ 70 ราย เข้าร่วมงาน
ผู้บริหารระดับสูงบริษัท ซิโนไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC) บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) บริษัท บางจากปิโตรเลียม (BCP) และบริษัท อิชิตัน กรุ๊ป (ICHI) ได้นำเสนอข้อมูลในงาน Thailand Major คือ งาน ซีอีโอ ฟอรัม ของบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต โดยมีผู้จัดการกองทุนในประเทศ 70 ราย เข้าร่วมงาน
บล.ธนชาต ระบุว่า ผู้บริหารส่วนใหญ่ได้กำหนดแนวทางและนโยบายรับเศรษฐกิจที่สดใสในปีถัดไป
STEC มีโครงการเข้าร่วมประมูลอย่างต่อเนื่องไปถึงปีหน้า
PTTEP เน้นลดค่าใช้จ่ายและทบทวนงบลงทุน ในขณะที่ภาพเชิงบวกมาจากการปฏิรูปพลังงานน่าจะส่งผลถึงการเปิดสัมปทานใหม่ได้
BCP กำลังกระจายเสี่ยงไปยังธุรกิจพลังงานทดแทนและธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจากเดิมที่ดำเนินธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันที่ให้ผลตอบแทนต่ำ
ICHI กำลังผลักดันการเติบโตจากการขายเครื่องดื่มที่ไม่ใช่ชาในประเทศไทย และตั้งเป้าการขายในเชิงรุกตลาดใหม่ที่อินโดนีเซีย เนื่องจากผลกระทบจากการลดลงของราคาน้ำมัน
STEC โตยั่งยืน
วัลลภ รุ่งกิจวรเสถียร ประธานกรรมการบริหาร STEC ตั้งเป้ามูลค่างานใหม่ 2.53 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีนี้ที่ประมาณ 4,100 ล้านบาท จากการเปิดประมูลโครงการในปี 2559 และตั้งเป้ารายได้เติบโต 1015% เป็น 2.32.4 หมื่นล้านบาทในปี 2558 โดยมีรายได้ที่คาดว่าจะได้ 1.8 หมื่นล้านบาท จากงานในมือ 4.6 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ มีอุปสรรค 2 ประการ คือ ประการแรก เงื่อนไขการประมูลของรัฐบาล บางโครงการได้รับเงินทุนจากการกู้ยืมจากต่างประเทศ สามารถเปิดให้ต่างชาติเข้าร่วมประมูลได้ แต่โครงการส่วนใหญ่กู้จากในประเทศ
ประการที่สอง ผู้รับเหมาก่อสร้างในประเทศมีความสามารถแข่งขันด้านต้นทุน เนื่องจากสามารถเข้าถึงวัสดุก่อสร้างและแรงงานราคาถูก ดังนั้นวัลลภจึงมองว่าจะมีงานเข้ามายังผู้รับเหมาก่อสร้างหลักรายเดิมมากขึ้น
สำหรับงานเอกชนผู้บริหารคาดว่าจะมีงานในอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้าซึ่ง STEC มีส่วนแบ่งตลาด 80% ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
บริษัทคงนโยบายระมัดระวังจำกัดการเติบโตของกำไรที่ 1015% ต่อปี และไม่ทำเกินกว่าความสามารถในการดำเนินงานหรือความสามารถในการจัดหาเงินทุน ด้วยตั้งเป้าอัตรากำไรขั้นต้นที่ 810% และอัตรากำไรสุทธิ 56% ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า และจะรักษาความเป็นบริษัทที่ไม่มีหนี้
STEC ยังมองหาโอกาสใหม่ในต่างประเทศ โดยจะเน้นหลักในงานก่อสร้างโรงไฟฟ้าในลาวและพม่า
PTTEP ปฏิรูปธุรกิจสำรวจและผลิต
เทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PTTEP ราคาน้ำมันที่ลดลงกระทบต่อกำไรบริษัทเล็กน้อยจากการที่ปริมาณเพียง 1 ใน 3 ของน้ำมันดิบเท่านั้นที่ไม่ได้มีการซื้อขายล่วงหน้าไว้
แต่หากราคาน้ำมันยังต่ำในระยะยาวจะส่งกระทบต่อกำไรไตรมาส 2 ปี 2558 จากราคาก๊าซ 2 ใน 3 ของการผลิตทั้งหมดตามหลังราคาน้ำมันดิบ 69 เดือน
เทวินทร์คาดว่าราคาน้ำมันจะอยู่ในช่วง 90100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล สูงกว่าที่ บล.ธนชาต คาด 56% ดังนั้นจึงมีนโยบายลดต้นทุน
ขณะที่การปฏิรูปพลังงานในส่วนของธุรกิจสำรวจและผลิตไม่กังวลจากการที่เป็นคณะกรรมการการตัดสินการปฏิรูปที่เข้ามาเป็นคนที่มีความรู้ความเข้าใจในอุตสาหกรรมดี
เทวินทร์คาดว่าการปฏิรูปพลังงานจะเป็นผลบวกจาก ประการแรก การต่อสัญญาแหล่งขุดปิโตรเลียม 4 แหล่งที่จะหมดอายุปี 25652566 (70% ของกำลังการผลิตในอ่าวไทย)
PTTEP คาดว่ารัฐบาลจะตัดสินใจภายในปี 2558 ไม่เช่นนั้นจะไม่มีผู้ประกอบการกล้าลงทุนในการบำรุงรักษาเครื่องขุดเจาะ (4 สัญญา PTTEP มีส่วนหุ้น 5% ในสัญญาที่ 3 และ 44.5% ในแหล่งบงกช)
การเร่งช่วงเวลาการเปิดประมูลขุดเจาะปิโตรเลียมรอบที่ 21 จะช่วยให้ประเทศไทยมีปริมาณสำรองที่สูงขึ้น
แผนแม่บทพลังงานที่บริษัทเชื่อว่ารัฐบาลจะทำให้เกิดสมดุลระหว่างการแบ่งจ่ายผลประโยชน์ต่อปริมาณการผลิตและปริมาณสำรอง
พัฒนาการของแหล่งที่อยู่ในพื้นที่พิพาทส่วนของไทยและกัมพูชาในกลุ่ม B7 B8 และ B9
เทวินทร์คาดว่าต้นทุนการผลิตจะสูงขึ้นขณะที่รายได้ขาลงในช่วง 2 ปีข้างหน้า บนสมมติฐานราคาน้ำมันอ่อนแอเพื่อที่จะคงอัตรากำไรได้ ผู้บริหารจะนำแผนการลดต้นทุนมาใช้ โดยเน้นประสิทธิภาพและการพัฒนาเทคโนโลยีในขั้นตอนการผลิต
ผู้บริหารจับตาปรับปรุงสินทรัพย์ที่บริษัทถือครองเต็มจำนวน เช่น M7 M8 M11 และ Cash &Maple เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการกู้คืน
การเลือกตั้งในโมซัมบิกทำให้เกิดความล่าช้าในการลงสัญญาในกฎหมายพระราชกฤษฎีกาในโครงการนี้ ทำให้บริษัทคงเป้าหมายผลสรุปหรือการตัดสินใจครั้งสุดท้ายในครึ่งหลังปี 2558 และจะเริ่มผลิตครั้งแรกในปี 2562 หลังจากกระบวนการได้รับผลสรุป
ทั้งนี้ คาดว่าจะบันทึกปริมาณสำรองที่ Rovuma Area1 ได้กว่า 150200 ล้านบาร์เรล ช่วยทดแทนปริมาณสำรองที่หมดไป 170 ล้านบาร์เรล ภายในสิ้นปีนี้
BCP เป้าหมายที่ท้าทาย
วิเชียร อุษณาโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางจากปิโตรเลียม (BCP) นำเสนอธุรกิจแบ่งเป็น 3 ส่วน
ส่วนแรก ธุรกิจโรงกลั่นและการตลาดคิดเป็น 75% ของกำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคา (อีบิตดา) พลังงานทางเลือก 25% และธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจากการเข้าซื้อนิโด ปิโตรเลียม ที่จะร่วมงบการเงินตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีนี้
ตามแผนขยายกิจการบริษัทวางเป้าหมายที่จะเพิ่มอีบิตดาเป็น 2.5 หมื่นล้านบาท จาก 1 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2563 เทียบกับที่ บล.ธนชาต คาดไว้ 8,000 ล้านบาท ในปีนี้ด้วยสัดส่วนธุรกิจโรงกลั่นและการตลาดจะลดเหลือ 50% และพลังงานทดแทนและสำรวจและผลิตปิโตรเลียม 25% เพื่อความมั่นคงในการจัดหาน้ำมันดิบสูงขึ้น
หลังการลงทุนในธุรกิจพลังงานทดแทนจะตั้งบนผลประโยชน์ที่จะตกไปถึงชุมชนในที่ตั้งธุรกิจ แม้ว่าพลังงานแสงอาทิตย์จะไม่มีประโยชน์ต่อคนในชุมชนนั้นแต่บริษัทจะลงทุนถ้ามีกำลังผลิตใหม่
บริษัทมองหาโอกาสลงทุนในพลังงานทดแทน เช่น ไบโอแมส และไบโอก๊าซ รวมถึงพลังงานขยะ ด้วยความสัมพันธ์ที่ดีกับประชาชนในชุมชนจากการที่ร่วมเปิดบริการค้าน้ำมันปลีก 60% ของสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ
BCP คาดหวังที่จะได้ผลิตพลังงานทางเลือกที่รวม 800 เมกะวัตต์ โซลาร์ฟาร์มของรัฐบาลและโครงการร่วมกันดำเนินการ
นอกจากนิโดแล้วยังจะซื้อกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเพิ่มในอาเซียน รวมถึงเข้าไปประมูลสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ที่รอความชัดเจนจากนโยบายของภาครัฐบนประเด็นปฏิรูปพลังงาน
ทั้งนี้ คาดว่าจะมีงบลงทุนสำรวจและผลิตปิโตรเลียม 5,000 ล้านบาท/ปี หรือ 40% ของงบลงทุน 5 ปีข้างหน้า
บริษัทกังวลขาดทุนสต๊อกน้ำมันแต่จะขาดทุนจริงก็ต่อเมื่อหยุดดำเนินการ การใช้เงินทุนหมุนเวียนลดลงและการขายหุ้น 27.22% ในBCP ของบริษัทแม่ คือ ปตท.ไม่ทำให้ธุรกิจค้าขายระหว่างประเทศของบริษัทหยุดดำเนินการ เพราะกระทรวงการคลังผู้ถือหุ้นใหญ่ใน ปตท. และ 10% ใน BCP กำลังพิจารณาหาทางออกที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อมูลค่าที่กระทรวงการคลังถือใน BCP
ICHI ผู้นำตลาดเครื่องดื่ม
ตัน ภาสกรนที ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป (ICHI) กล่าวว่า บริษัทวางแผนเพิ่มกำลังการผลิต 200-400 ล้านขวดในปี 2558 เพื่อรองรับการลงทุนใหม่ คือ ผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างแบรนด์น้ำส้มไบเล่ แคลิฟอร์เนีย ซึ่ง ICHI ได้เข้าซื้อทั้งแบรนด์และสูตรในเดือน พ.ค. 2557 และการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่ในอินโดนีเซียในเดือน ก.ย. 2557
ICHI ตั้งบริษัทร่วมทุนกับพีที เอทรี แปซิฟิค ในสัดส่วนการถือหุ้นครึ่งต่อครึ่งเมื่อปลายเดือน ส.ค. 2557 เพื่อการผลิตและการขายและทำการตลาดชาพร้อมดื่ม และเครื่องดื่มอื่นภายใต้แบรนด์อิชิตัน ในอินโดนีเซีย
ตันตั้งเป้ายอดขายในอินโดนีเซียปีหน้าที่ 1,000 ล้านบาท และเติบโตเป็น 1 หมื่นล้านบาทในปี 2563 ด้วยการสนับสนุนจากเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่งเนื่องจากผู้ร่วมทุนมีร้านสะดวกซื้ออัลฟามาร์ตเกือบ 1 หมื่นสาขาในอินโดนีเซียสำหรับผลิตภัณฑ์ในไตรมาสแรก ปี 2558 จะถูกผลิตโดยโรงงานรับจ้างผลิตในอินโดนีเซีย และโรงงานของ ICHI ในไทย
กรมสรรพสามิตได้ผลักดันให้แก้ไขกฎหมายเรื่องการยกเว้นภาษีสรรพสามิตโดยให้จัดเก็บภาษีสำหรับชาเขียวและกาแฟพร้อมดื่ม
ตัน กล่าวว่า บริษัทพร้อมรับมือโดยการปรับสายการผลิตบรรจุภัณฑ์และโครงสร้างราคาเพื่อให้กระทบน้อยที่สุดหากมีการแก้ไขระเบียบและมั่นใจว่า ICHI มีต้นทุนในการผลิตต่ำที่สุด และได้รับผลกระทบน้อยที่สุดจากการเปลี่ยนกฎในการยกเว้นภาษีสรรพสามิตครั้งนี้







