
รัฐบาลควรจะเก็บภาษีจากประชาชนอย่างไร
Benjamin Franklin หนึ่งในผู้ก่อตั้งสหรัฐอเมริกา เคยกล่าวไว้ว่าชีวิตคนเรามีเพียงสองอย่างที่แน่นอน กล่าวคือ ความตายกับภาษี ปกติผมจะเห็นด้วยกับคำพูดดังกล่าว แต่หลังจากที่ผมได้นั่งฟังการถกเถียงเกี่ยวกับภาษีมรดกที่กำลังจะเกิดขึ้น ผมคิดว่าข้อความที่เหมาะสมกับประเทศไทยมากกว่านั้นคือ อย่ามีการเรียกเก็บภาษี โดยไม่มีตัวแทนจากประชาชนในรัฐสภา (No Taxation Without Representation) หลังจากที่ต้องทนอยู่กับรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเป็นเวลาเกือบ 5 เดือนแล้ว ผมเริ่มที่จะเข้าใจความรู้สึกของชาวอเมริกันที่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษในช่วงปี ค.ศ. 1760 ตอนที่พวกเขาถูกเรียกเก็บภาษีจากกฎหมายน้ำตาลของปี ค.ศ. 1764 (Sugar Act of 1764) โดยที่พวกเขาไม่มีผู้แทนที่สามารถลงคะแนนเสียง หรือออกความเห็นในรัฐสภาอังกฤษ
Benjamin Franklin หนึ่งในผู้ก่อตั้งสหรัฐอเมริกา เคยกล่าวไว้ว่าชีวิตคนเรามีเพียงสองอย่างที่แน่นอน กล่าวคือ ความตายกับภาษี ปกติผมจะเห็นด้วยกับคำพูดดังกล่าว แต่หลังจากที่ผมได้นั่งฟังการถกเถียงเกี่ยวกับภาษีมรดกที่กำลังจะเกิดขึ้น ผมคิดว่าข้อความที่เหมาะสมกับประเทศไทยมากกว่านั้นคือ อย่ามีการเรียกเก็บภาษี โดยไม่มีตัวแทนจากประชาชนในรัฐสภา (No Taxation Without Representation) หลังจากที่ต้องทนอยู่กับรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเป็นเวลาเกือบ 5 เดือนแล้ว ผมเริ่มที่จะเข้าใจความรู้สึกของชาวอเมริกันที่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษในช่วงปี ค.ศ. 1760 ตอนที่พวกเขาถูกเรียกเก็บภาษีจากกฎหมายน้ำตาลของปี ค.ศ. 1764 (Sugar Act of 1764) โดยที่พวกเขาไม่มีผู้แทนที่สามารถลงคะแนนเสียง หรือออกความเห็นในรัฐสภาอังกฤษ
จากจุดยืนของผมที่อยู่ตรงกลาง ผมสามารถเห็นมุมมองของทั้งสองฝ่ายเกี่ยวกับประเด็นภาษีมรดก จากมุมมองของ คสช. พวกเขาต้องหาวิธีที่จะดึงคะแนนเสียงจากกลุ่มรากหญ้า เพื่อปิดบังการก้าวขึ้นสู่อำนาจโดยไม่มีความชอบธรรม เพราะฉะนั้นการเก็บภาษีจากคนรวยจึงเป็นคำตอบที่ง่ายที่สุด โดยอ้างว่าเป็นการทำให้ความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจนมีน้อยลง และสำหรับกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยหลายคนก็เป็นเพื่อน “เป่านกหวีด” ของผม พวกเขาเพียงต้องการขับไล่รัฐบาลของคุณยิ่งลักษณ์เท่านั้นและพวกเขาไม่ได้ต้องการเข้าร่วมกับนโยบายการเรียกเก็บภาษีมรดก ซึ่งจะมีผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของพวกเขาอย่างมาก
เป็นที่น่าเสียใจที่การคิดสั้นของรัฐบาล ทำให้ไม่สามารถมองเห็นบทเรียนของความล้มเหลวในการเรียกเก็บภาษีมรดกในต่างประเทศ การรีบทำดังกล่าวในระยะสั้นได้เข้าแทนที่นโยบายการเก็บภาษีที่สนับสนุนให้มีการขยายตัวในระยะยาว ผลวิจัยโดยมูลนิธิสถาบันอนาคตไทยศึกษาพบว่า มีเพียง 13 จาก 45 ประเทศ ที่มีการเรียกเก็บภาษีมรดกมี 12 ประเทศ (อาทิ สิงคโปร์ ออสเตรเลีย นอร์เวย์ และแคนาดา) ที่เคยมีการเรียกเก็บภาษีมรดกและได้ยกเลิกการเก็บภาษีดังกล่าวแล้ว โดยเฉลี่ยเงินที่ได้จากการเรียกเก็บภาษีมรดกในกลุ่มประเทศ OECD เป็นเพียงร้อยละ 0.1 ของรายได้ของรัฐบาลเหล่านั้นในปี ค.ศ. 2011 ไม่เป็นเรื่องแปลกที่ประเทศต่างๆ ได้ยกเลิกการเก็บภาษีมรดกเนื่องจากมีผลตอบแทนที่น้อยมาก
ผมหวังว่าผู้ควบคุมนโยบายทั้งหลายจะพิจารณานโยบายการเรียกเก็บภาษีมรดกอีกครั้งในเร็วๆ นี้ พวกเขาควรจะยกเลิกนโยบายดังกล่าว หรืออย่างน้อยควรจะลดอัตราการเก็บภาษีดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันตั้งไว้ที่ร้อยละ 10 ของทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงกว่า 50 ล้านบาท ซึ่งอัตราดังกล่าวเป็นอัตราเดียวกับญี่ปุ่นและเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ประชากรมีรายได้ต่อหัวสูงกว่าไทยถึง 78 เท่าตัว
เหตุผลหนึ่งที่การลดภาษีควรจะเป็นสิ่งที่ควรจะทำมากกว่าเป็นเพียงทฤษฎีคือ การแข่งขันกับนานาชาติในเรื่องของภาษี อัตราภาษีเงินได้สูงสุดของประเทศไทยถือว่าสูงมากกล่าวคือ ร้อยละ 35 เมื่อเทียบกับร้อยละ 20 และ 15 ในสิงคโปร์ และฮ่องกง ตามลำดับ และหาก คสช.ยังเดินหน้าและพยายามเรียกเก็บภาษีมรดกจากประชาชน ในอัตราที่สูงเหมือนกับอัตราภาษีเงินได้ ฐานภาษีจะหดตัวอย่างมาก และจะมีรายได้เข้าคลังน้อยมาก
กฎทั่วไปเกี่ยวกับการเก็บภาษีอย่างมีประสิทธิภาพสำหรับรัฐบาลคือ จะต้องเดินนโยบายอย่างระมัดระวังเกี่ยวกับภาษีที่มีการเคลื่อนไหวได้ง่าย ภาษีมรดกและภาษีจากกำไร (Capital Gain) ก็อยู่ในกลุ่มภาษีดังกล่าวด้วย เงินทุนเป็นสิ่งที่เคลื่อนไหวข้ามพรมแดนได้ง่าย ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เกือบทุกประเทศพยายามจะลดภาษีบริษัท ภาษีความมั่นคง ภาษีมรดก ภาษีจากเงินปันผล ภาษีจากกำไร และภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากการลงทุนในต่างประเทศ
กรุณาอย่าเข้าใจผมผิด ผมเป็นคนรักชาติและพร้อมที่จะจ่ายภาษีในปริมาณและอัตราที่เป็นธรรม แต่เมื่อผมเห็นว่าเงินภาษีของผม ถูกนำไปใช้ในการจัดซื้อไมโครโฟนก้านทอง ม่านไฟฟ้ากิ่งเพชรที่ทำเนียบรัฐบาล และ 1,000 บาท/ไร่ ที่จะเป็นเงินให้เปล่าสำหรับชาวนา ผมจึงมีความคิดที่อยากขออพยพไปอยู่สิงคโปร์
หาก คสช.มีความมุ่งมั่นที่จะลดช่องว่างของฐานะของประชาชน และสนับสนุนการคิดค้นนวัตกรรม ผลักดันผู้ประกอบการ และช่วยเหลือประเทศไทยให้ได้เปรียบในการแข่งขันให้สูงขึ้น แนวทางที่ดีที่สุดคืออยู่เฉยๆ และให้มือที่มองไม่เห็นจัดการทุกอย่าง คำดังกล่าวถูกพูดขึ้นโดยนักเศรษฐศาสตร์ที่โด่งดัง Adam Smith ในบทความ The Wealth of Nations ซึ่งแปลความหมายของมือที่มองไม่เห็น (Invisible Hand) ว่า ตลาดมีกลไกที่สามารถแก้ไขและควบคุมตัวเองได้ โดยไม่มีการแทรกแซงของรัฐบาล
ผู้อ่านสามารถส่งคำถามได้ที่ [email protected]







