
เป็นหนี้ เป็นสุข
คนไม่เคยเป็นหนี้ไม่รู้หรอกว่า ชีวิตปลอดหนี้นั้นมีสุขแค่ไหน แต่คนที่เคยเป็นหนี้ (และกำลังเป็นหนี้อยู่) ก็รู้เช่นกันว่า เป็นหนี้ก็เป็นสุขได้เหมือนกัน
คนไม่เคยเป็นหนี้ไม่รู้หรอกว่า ชีวิตปลอดหนี้นั้นมีสุขแค่ไหน แต่คนที่เคยเป็นหนี้ (และกำลังเป็นหนี้อยู่) ก็รู้เช่นกันว่า เป็นหนี้ก็เป็นสุขได้เหมือนกัน
แต่ไม่ว่าตอนนี้คนเป็นหนี้จะสุขหรือทุกข์ ก็ขอให้เงยหน้าแล้วมองไปรอบๆ แล้วบอกกับตัวเองได้เลยว่า “ใครๆ ก็เป็นหนี้” เพราะคนไทยส่วนใหญ่เป็นหนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนจนหรือคนรวย นอกจากนี้คนส่วนใหญ่เคยมีปัญหากับการจ่ายหนี้
เพราะเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ (ก.ค. 2557) ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และหอการค้าไทย สำรวจสถานภาพหนี้ภาคครัวเรือน พบว่า จากจำนวนคนตอบแบบสอบถาม 1,200 คน มีคนมากถึง 74.8% ที่บอกว่า ครอบครัวของเราเป็นหนี้
เหตุผลยอดนิยมของการเป็นหนี้ คือ เป็นหนี้จากการซื้อสินทรัพย์ กับเป็นหนี้จากการใช้จ่ายทั่วไป
ไม่ใช่เฉพาะคนรายได้น้อยเท่านั้นที่เป็นหนี้ เพราะผลการสำรวจนี้ยังพบอีกว่า ถ้าแบ่งตามระดับรายได้แล้ว ไม่ว่าจะรายได้เดือนละไม่ถึง 5,000 บาท ไปจนถึงรายได้มากกว่าเดือนละ 5 หมื่นบาท ก็มีภาระหนี้อยู่เหมือนกัน
แต่ความแตกต่างที่เห็นได้ชัด คือ กลุ่มคนที่รายได้น้อยมีโอกาสจะเป็นหนี้นอกระบบมากกว่าคนที่มีรายได้มาก (แต่ก็ไม่ใช่ว่าคนรายได้มากจะไม่มีหนี้นอกระบบเลย แต่เป็นเพราะคนกลุ่มนี้มีโอกาสกู้เงินจากสถาบันการเงินได้มากกว่าคนรายได้น้อย)
ในแต่ละเดือนผู้ตอบแบบสอบถามจะต้องจ่ายหนี้เฉลี่ยเดือนละ 1.33 หมื่นบาท และแบกภาระหนี้ไว้ 2.19 แสนบาท/ครัวเรือน เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกที่จะมีคนมากถึง 83% ยอมรับว่าเคยมีปัญหาในการชำระหนี้
การสำรวจนี้ยังเจาะลึกลงไปอีกว่า แล้วถ้าเรามีปัญหาจนไม่สามารถชำระหนี้ได้ เราจะทำอย่างไร
คำตอบที่ได้น่าจะยิ่งเพิ่มทุกข์จากการเป็นหนี้ให้หนักขึ้นอีก เพราะ 37.4% บอกว่า ถ้ามีปัญหาชำระหนี้ให้เจ้าหนี้รายที่หนึ่งก็จะแก้ปัญหาโดยการไปกู้เงินจากเจ้าหนี้รายที่สองมาจ่ายให้เจ้าหนี้รายแรก
ขณะที่ 17.7% บอกว่า สิ่งที่จะทำคือหนีหนี้ ซึ่งวิธีการนี้คงจะเป็นสุขอยู่ได้ไม่นานก็ต้องกลับไปทุกข์เพราะหนี้เหมือนเดิม และอาจจะหนักกว่าเดิมถ้าบังเอิญว่า หนี้นั้นเป็น “หนี้นอกระบบ” ที่มีวิธีการทวงหนี้แบบโหดๆ ตั้งแต่ข่มขู่ ทำลายข้าวของ ไปจนถึงทำร้ายร่างกาย
แล้วเป็นหนี้แบบไหนถึงจะ “เป็นสุข”
ถ้าตอบแบบกว้างๆ ไม่เฉพาะเจาะจง คงต้องบอกว่า “เป็นหนี้ เป็นสุข” น่าจะประกอบด้วย 3 เสาหลัก ที่หากขาดข้อใดข้อหนึ่งไปก็จะไม่สมดุล และไม่น่าจะทำให้เป็นสุขได้ตลอดรอดฝั่ง
1.หนี้สร้างโอกาส
ประชา ชัยสุวรรณ ประธานชมรมผู้ติดตามหนี้ที่เป็นธรรม กล่าวไว้ว่า “การเป็นหนี้ที่ดีคือ เป็นการสร้างโอกาสและสร้างอนาคต”
แต่เชื่อได้เลยว่า เวลาเราเป็นหนี้ ไม่ว่าจะเป็นหนี้เพื่อซื้อรถ เป็นหนี้เพื่อซื้อบ้าน เป็นหนี้เพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เป็นหนี้เพื่อเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เครื่องสำอาง โทรศัพท์มือถือ เป็นหนี้เพื่อการท่องเที่ยว เป็นหนี้เพื่อการศึกษาลูก เป็นหนี้เพื่อการลงทุน
หรือจะเป็นหนี้ด้วยสาเหตุใดก็ตาม เราจะบอกกับตัวเราเองได้ว่า หนี้ครั้งนี้มีเหตุผล และนี่คือเป็นหนี้ที่มีความสุข
นั่นเพราะในตอนนั้น ตอนที่เราใช้เงินในอนาคตแลกกับอะไรสักอย่างที่เราอยากได้ นั่นก็มีความสุขที่สุดแล้ว และทุกครั้งที่เป็นหนี้ก็มักจะเป็นหนี้ที่หวังว่าจะมีโอกาสดีๆ รออยู่ข้างหน้าเสมอ
ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วความสุขจากการเป็นหนี้ในวันนั้นเป็นเพียงสุขชั่วคราว แต่ทำให้ทุกข์ยาวนาน เพราะมันไม่ได้สร้างโอกาสหรืออนาคตที่ดีกว่าให้เราเลย
นอกจากนี้ ถ้าจะให้การเป็นหนี้เป็นสุขที่แท้จริงและสุขที่ยืนนาน เราต้องคิดถึงการวางแผนการใช้เงินที่ได้มาจากการเป็นหนี้ให้รอบคอบรัดกุมมากที่สุด เพราะแม้ว่าเราจะเริ่มต้นการเป็นหนี้จากความหวังจะสร้างโอกาสที่ดีในชีวิต แต่วิธีการใช้เงินอาจจะทำลายโอกาสของเราเอง
2.หนี้ดอกเบี้ยเป็นธรรม
ตามกฎหมายแล้ว เจ้าหนี้ทั่วไปห้ามคิดดอกเบี้ยเงินกู้เกิน 15% ต่อปี ซึ่งอยากจะขออนุโลมเอาว่า ดอกเบี้ย 15% ต่อปี น่าจะเป็นมาตรวัด “ความเป็นธรรม” ในการคิดดอกเบี้ยของเจ้าหนี้ได้ เพราะฉะนั้นถ้าคิดจะกู้หนี้ยืมเงินจากใครก็ตาม อย่าลืมว่า ความเป็นธรรมอยู่ตรงไหน
นอกจากนี้ เรายังต้องทำความเข้าใจ “วิธีการคิดดอกเบี้ย” เอาไว้ด้วยว่า หนี้ที่เรากำลังจะทำสัญญาเงินกู้ เจ้าหนี้เขามีวิธีการคิดดอกเบี้บแบบไหน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วดอกเบี้ยเงินกู้จะมีวิธีคิดอยู่ 2 แบบ คือ ดอกเบี้ยคงที่ กับดอกเบี้ยลดต้นลดดอก
ดอกเบี้ยแบบคงที่ เหมือนจะน้อย แต่มาก
ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่กำหนดเป็นตัวเลขน้อยๆ อาจจะแค่ 45% มักจะบอกไว้ด้วยว่าเป็นดอกเบี้ยต่อเดือน ซึ่งดอกเบี้ยแบบคงที่ เช่น ดอกเบี้ยเช่าซื้อรถยนต์ จะมีอัตราที่แน่นอนและกำหนดจำนวนเงินผ่อนเท่ากันทุกเดือน
การคิดดอกเบี้ยแบบคงที่จะคิดง่ายๆ โดยการนำเงินต้น หรือเงินที่เราต้องการกู้ คูณด้วยอัตราดอกเบี้ยต่อปี และคูณด้วยจำนวนปี ก็จะได้ออกมาเป็นจำนวนดอกเบี้ยทั้งหมด
จากนั้นนำจำนวนดอกเบี้ยทั้งหมด บวกเงินต้นที่ต้องการกู้ แล้วไปหารด้วยจำนวนงวดที่เราต้องการจะผ่อน ก็จะออกมาเป็นจำนวนเงินที่ต้องผ่อนต่อเดือน
ดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก เหมือนมาก แต่น้อย
ส่วนใหญ่เงินกู้จากธนาคารจะมีวิธีคิดแบบนี้ คือ คิดดอกเบี้ยจากเงินต้นที่ยังค้างชำระ โดยเงินที่ผ่อนไปในแต่ละงวด จะแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งจะไปจ่ายดอกเบี้ย และอีกส่วนหนึ่งจะไปจ่ายคืนเงินต้น
หากอัตราดอกเบี้ยเท่ากัน เงินต้นเท่ากัน ผ่อนด้วยระยะเวลาเท่ากัน แต่ใช้วิธีคำนวณต่างกัน การคิดดอกเบี้ยแบบคงที่จะเสียดอกเบี้ยมากกว่าแบบลดต้นลดดอกเสมอ
แต่ไม่ว่าวิธีไหนก็ยังดีกว่าการคิดดอกเบี้บแบบทบต้นทบดอก เอาดอกเบี้ยค้างชำระมาคิดเป็นเงินต้น ทำให้เงินต้นเพิ่มขึ้น เสียดอกเบี้ยมากขึ้น ซึ่งวิธีการแบบนี้ได้รับความนิยมมากในเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบ ซึ่งฟังดูแล้วเหมือนกับว่าชาตินี้คงไม่มีทางใช้หนี้ได้หมด
นอกจากรู้วิธีคิดดอกเบี้ยแล้ว ยังต้องรู้รายวิธีการคำนวณอีกนิดหน่อย เพราะดอกเบี้ยเงินกู้บางอย่างแม้จะกำหนดเป็นอัตราดอกเบี้ยต่อปี แต่ก็นำมาคิดเฉลี่ยเป็นรายวัน เช่น ดอกเบี้ยบัตรเครดิต ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ไม่เกิน 20% ต่อปี แต่ไม่ต้องรอให้ค้างจ่ายถึง 1 ปีก็ต้องเสียดอกเบี้ย เพราะจะเดินหน้าเป็นรายวัน
และออกจะเป็นดอกเบี้ยที่ขยันมากเป็นพิเศษ เพราะถ้าเทียบกับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย 10 ปีที่ผ่านมายังได้กำไรเฉลี่ยปีละไม่ถึง 10% ในขณะที่เราต้องจ่ายดอกเบี้ยบัตรเครดิตปีละ 20%
อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องระวัง คือ “ดอกเบี้ย 0%” เพราะถ้าเรากำลังมองหาดอกเบี้ยที่เป็นธรรม แล้วจะมองข้ามไปได้อย่างไร
และหลายครั้งคำว่า ดอกเบี้ย 0% ก็ย้อนกลับมาทำร้ายเราเช่นกัน เพราะมันเป็น “กับดัก” ให้เราเป็นหนี้แบบไม่ทันระวังตัว ตัดสินใจเป็นหนี้ได้ง่ายขึ้น จนบางทีก็ลืมคิดถึงความสามารถในการผ่อนชำระในอนาคต ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการเป็นหนี้อย่างเป็นสุข
3.หนี้ไม่เกินความสามารถ
ก่อนจะคิดเป็นหนี้ต้องถามตัวเองก่อนว่า มีความสามารถในการผ่อนชำระแค่ไหน กู้ไปแล้วจะผ่อนให้ตลอดรอดฝั่งได้หรือไม่ เพราะแม้ว่าจะเป็นหนี้ที่สร้างโอกาส ดอกเบี้ยไม่สูง แต่ถ้าเป็นการก่อหนี้เกินตัว ก็กลายเป็นหนี้สร้างทุกข์ได้เหมือนกัน
เพราะฉะนั้น ถ้าคิดจะเป็นหนี้ต้องคิดถึงจำนวนเงินที่ต้องผ่อนชำระในแต่ละเดือนเอาไว้ด้วย โดยหนี้แต่ละประเภทจะมีเพดานหนี้ที่เหมาะสมกำหนดไว้ เช่น
ภาระหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลหรือผ่อนสินค้า จะต้องควบคุมไว้ไม่ให้เกิน 10-20% ของรายได้
แต่ถ้าเป็นหนี้ซื้อบ้าน ยังสามารถผ่อนชำระได้ถึง 30% ของรายได้ต่อเดือน และอาจจะขยับขึ้นไปได้ถึง 50% ของรายได้ ถ้าเราไม่มีภาระที่ต้องผ่อนหนี้ประเภทอื่นอยู่ด้วย
ขณะที่หนี้ซื้อรถยนต์ ไม่ควรจะแบกภาระการผ่อนชำระเกิน 20% ของรายได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อรวมยอดผ่อนชำระหนี้ทุกประเภทรวมกันแล้ว ไม่ควรให้เกิน 50% ของรายได้ในแต่ละเดือน
ถ้าก่อนเป็นหนี้ได้เตรียมตัว หาข้อมูลและประเมินตัวเองแบบนี้แล้ว ชีวิตที่มีหนี้ก็มีความสุขได้







