
เต้นหนี้ครัวเรือนพุ่งธปท.แนะเพิ่มรายได้
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่องยอดหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นไม่หยุด จนล่าสุดขึ้นมาถึงระดับ 83% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) กำลังเป็นที่จับตากันอยู่มากและสะท้อนความเปราะบางทางเศรษฐกิจและการเงินมากขึ้นเรื่อยๆ
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่องยอดหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นไม่หยุด จนล่าสุดขึ้นมาถึงระดับ 83% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) กำลังเป็นที่จับตากันอยู่มากและสะท้อนความเปราะบางทางเศรษฐกิจและการเงินมากขึ้นเรื่อยๆ
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.จับตาดูภาวะหนี้ครัวเรือนอยู่ตลอด โดยอัตราการเพิ่มของหนี้ครัวเรือนลดลง ประกอบกับธนาคารพาณิชย์ผู้ให้กู้และประชาชนผู้ขอกู้ก็เริ่มระวังการกู้มากขึ้น และเมื่อดูในรายละเอียดแยกกลุ่มครัวเรือนจะพบว่า กลุ่มที่มีสัดส่วนหนี้สูงคือ กลุ่มที่ครัวเรือนรายได้ต่ำ แต่ครัวเรือนรายได้กลางและสูงยังมีกำลังในการจัดการหนี้ได้อยู่ ทำให้ ธปท.ไม่ห่วงปัญหาหนี้ครัวเรือนมากนักในระยะสั้น
สำหรับการแก้ปัญหาหนี้นั้น คือหนี้ไม่ได้แก้ด้วยหนี้ ต้องแก้ด้วยรายได้ ลำพังเอาหนี้ดอกเบี้ยต่ำไปแทนหนี้ดอกเบี้ยสูงเหมือนกินยาแก้ปวดที่แก้ได้แค่ระยะสั้น แต่ถ้าแก้ด้านรายได้ก็จะได้ไม่ต้องไปกู้หนี้มาก
ผู้ว่า ธปท. กล่าวว่า การดูแลภาคการเงินต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการผลักดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจกับการรักษาเสถียรภาพ เพื่อนำไปสู่ความพอดีของภาคการเงิน ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากและละเอียดอ่อน ดังเช่น กรณีของไทยที่ยังมีช่องว่างมากในการเข้าถึงแหล่งทุน โดยผลสำรวจในปี 2556 พบว่ามีเพียง 41% ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบธนาคารพาณิชย์ได้ เช่นเดียวกับภาคครัวเรือนที่เข้าถึงบริการด้านสินเชื่อภาคการเงินได้ไม่ถึง 40%
ขณะเดียวกัน นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจธนาคารทหารไทย ระบุว่า ภาวะหนี้ครัวเรือนที่สูงกว่า 83% ต่อจีดีพี เป็นหนี้ในระบบ หากรวมทั้งหนี้ในระบบและนอกระบบ เชื่อว่าตัวเลขที่แท้จริงน่าจะสูงกว่า 100% ต่อจีดีพี ถือเป็นความเปราะบางต่อภาวะเศรษฐกิจไทย
ปีหน้ารุ่งทุนนอกทะลัก
น.ส.อุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) แถลงว่า ธนาคารคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของไทยปีหน้ามีโอกาสจะเติบโตได้สูงถึง 6% จากปีนี้ที่น่าจะขยายตัว 2.7% ปัจจัยสนับสนุนมาจากเศรษฐกิจโลกที่ปรับตัวดีขึ้น รัฐบาลมีนโยบายบริหารประเทศที่ชัดเจนมากขึ้น จะส่งผลให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภคฟื้นตัวกลับมา
นอกจากนี้ ในปีหน้าจะมีเงินลงทุนที่ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่ค้างอยู่อีกกว่า 7 แสนล้านบาท ซึ่งล่าสุดอนุมัติออกมาแล้วถึง 675 โครงการ
ขณะเดียวกัน จะมีเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง และยังมีการลงทุนของเอกชนอย่างต่อเนื่องการบริโภคก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้น
น.ส.อุสรา ยังเห็นด้วยกับการที่ รมว.คลัง หาทางทำให้บริษัทจัดอันดับเครดิตปรับอันดับเครดิตประเทศไทยขึ้นมา เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจไทยแข็งแรงปูพื้นมาดีเพียงแต่เผชิญวิกฤตการเมืองเป็นช่วงๆ และรอจังหวะฟื้นตัวเท่านั้นอันดับเครดิตมีแต่จะปรับเพิ่ม เห็นได้จากเงินลงทุนที่ไหลเข้ามา
ด้านอังค์ถัดรายงานว่า ในปี 2556 มีเงินลงทุนโดยตรงไหลเข้ามาในเมืองไทย 1.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก
ผวาเช็คเด้งพุ่ง
นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยกรณีที่เช็คคืนไม่เงินเงิน (เช็คเด้ง) ในไตรมาส 3 มีปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้น เพราะเศรษฐกิจปีนี้โตได้น้อยกว่าคาด 1.6% ส่งผลต่อคุณภาพหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) และเช็คเด้งในไตรมาส 4 นี้ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ธปท.รายงานระบบการหักบัญชีเช็ค ณ สิ้นไตรมาส 3 ปีนี้ ว่า จากปริมาณเช็คเรียกเก็บทั่วประเทศ 1.79 ล้านใบ ซึ่งลดลง 3 แสนใบ หรือ 1.6% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ที่ผ่านมานั้น เป็นเช็คเด้งจำนวน 2.07 แสนใบ เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า 3.16% หรือสูงที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2556 หากคิดเป็นมูลค่าเช็คเด้งทั้งระบบ เพิ่มขึ้น 4.2% ไปอยู่ที่ 2.82 ล้านบาท
ออมสินให้กู้บ้าน 0%
นายธัชพล กาญจนกูล รองผู้อำนวยการธนาคารออมสินอาวุโส รักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารได้ออกสินเชื่อเคหะ มี 2 โปรแกรมให้เลือก คือ โปรแกรมแรก กรณีที่เป็นการกู้เพื่อสร้างบ้าน ซื้อบ้านพร้อมที่ดิน หรือซื้อคอนโดมิเนียม ปีที่ 1 จะเริ่มต้นด้วย ดอกเบี้ยพิเศษ 0% เป็นเวลา 7 เดือน ส่วนเดือนที่ 824 คิดอัตราดอกเบี้ย MLR ลบ 2.25% (อัตราดอกเบี้ย MLR ของธนาคารออมสินปัจจุบันอยู่ที่ 6.875% ต่อปี) หลังจากนั้นปีที่ 3 จนครบสัญญา คิดอัตราดอกเบี้ย MLR ลบ 1% ต่อปี (เฉลี่ย 4 ปี = 4.58% ต่อปี)







