posttoday
จับกระแสซีแอลเอ็มวีโอกาสทองธุรกิจไทย

จับกระแสซีแอลเอ็มวีโอกาสทองธุรกิจไทย

17 ตุลาคม 2557

ต้องยอมรับว่าปัจจุบันไทยมีปัญหาเศรษฐกิจมาก ทั้งตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจและยอดการส่งออก

โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

ต้องยอมรับว่าปัจจุบันไทยมีปัญหาเศรษฐกิจมาก ทั้งตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจและยอดการส่งออก ทำให้เห็นว่ามุขในการพัฒนาแบบเดิมๆ ใช้ไม่ได้แล้ว จำเป็นต้องเร่งหามุขใหม่ในการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ ไม่เช่นนั้น “ไทยจะตกชั้นการพัฒนาทั้งระดับอาเซียนและระดับโลก” เพราะเมื่อดูอัตราการเติบโตของจีดีพีเทียบกับ 5 ประเทศอาเซียนเดิม ไทยโตแค่ 3% ขณะที่ประเทศอื่นโตเฉลี่ยที่ 5% นอกจากนี้ยังตกกลุ่มเศรษฐกิจโลกมาตั้งแต่ปี 2550

สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ แนะนำว่า การที่ไทยจะขึ้นชั้นกลับมาได้นั้น จะต้องดูบทเรียนจากญี่ปุ่นและฮ่องกง เมื่อ 20-30 ปีก่อน ที่นักลงทุนญี่ปุ่นเริ่มมีการขยายฐานการลงทุนออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงและไทย ซึ่งไทยเวลานี้ก็เหมือนกับญี่ปุ่นตอนนั้น ขณะที่ประเทศในกลุ่มลุ่มน้ำโขง (ซีแอลเอ็มวี) ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ก็มีสภาพความเนื้อหอมเหมือนไทยในเวลานั้นเช่นกัน

สำหรับเหตุผลที่ต้องเป็นซีแอลเอ็มวี เพราะประเทศกลุ่มนี้มีชายแดนติดกับไทย และยังมีความต่างและช่องว่างในการพัฒนาอยู่ ดังนั้นหลังจากมีการเปิดประเทศมากขึ้น จึงทำให้เกิดเศรษฐกิจแบบเกื้อกูลกัน (Complementary Economic) ซึ่งเป็นโอกาสของไทยที่จะเป็นแหล่งเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านในด้านต่างๆ เพราะไทยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้านกลุ่มนี้ รวมทั้งมีภูมิศาสตร์เป็นศูนย์กลางในภูมิภาคอาเซียน

“จะเชื่อมโยงกันได้อย่างไรนั้น ก่อนอื่นเราต้องหาจุดเชื่อมและตีโจทย์ให้แตกก่อนว่า หลังเปิดเออีซี กลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีต้องมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง เพราะถ้าเข้าใจก็จะสามารถเตรียมตัวตั้งรับและรุกตลาดได้ทัน ซึ่งจะเกิดผลดีต่อเศรษฐกิจไทย”

ขณะเดียวกัน โจทย์ต่อไปที่ต้องนำไปคิดต่อคือ ทำอย่างไรให้ไทยลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) เพิ่มสูงขึ้น และทำอย่างไรให้ไทยมุ่งสู่การเป็นเศรษฐกิจบริการ (Service Base Economic) ในอาเซียน โดยจะต้องมีการเพิ่มสัดส่วนขึ้นมาอย่างน้อยที่ระดับ 60% ของจีดีพีประเทศให้ได้ภายใน 2 ปี จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนอยู่แค่ 48% ของจีดีพี ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นที่มีการเปิดประเทศมานานแล้ว รวมทั้งจะทำอย่างไรให้การบริโภคภายในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 55% ของจีดีพี

ด้านภาคเอกชนอย่าง บุญเกียรติ ชีวะตระกูลกิจ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านพัฒนากลยุทธ์และธุรกิจ กลุ่มธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (การลงทุนของซีพีในพม่า) มองว่า เมื่อเปิดเออีซีไทยควรจะร่วมมือกับกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีมากกว่าที่จะแข่งขันกันเอง เพราะถ้าต่างคนต่างทำจะทำให้เสียเปรียบ เช่น วางแผนยุทธศาสตร์ร่วมกันด้านการท่องเที่ยว ด้านการเกษตร สามารถนำเอาสินค้าทางการเกษตรมาเพิ่มมูลค่าให้เกิดผลประโยชน์ที่ยุติธรรมกับทั้ง 5 ประเทศ

“ส่วนตัวมองว่าซีแอลเอ็มวีและไทยน่าจะเป็นกลุ่มความร่วมมือเล็กภายใต้กลุ่มความร่วมมือใหญ่อาเซียน เพราะจะทำให้การวางยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างกันในกลุ่มซีแอลเอ็มวีคล่องตัวขึ้น อีกทั้งยังไม่ขัดกับกรอบความร่วมมือใหญ่ของอาเซียน”

นอกจากนี้ ยังเห็นว่าภาครัฐควรจะเข้ามามีบทบาทในการส่งเสริมผู้ประกอบการมากขึ้น และดึงภาคเอกชนรายใหญ่เข้ามาช่วยเสริม โดยรัฐจะต้องเป็นคนกรุยทางให้ และต้องกำหนดยุทธศาสตร์ วางนโยบายที่ชัดเจน แล้วภาคเอกชนก็จะเป็นหน่วยปฏิบัติ วิธีการนี้จะเป็นการช่วยผู้ประกอบการกลุ่มเอสเอ็มอีในการออกไปลงทุนต่างประเทศ เพราะจะต้องมีข้อมูลให้ว่าต้องต้องเตรียมอะไรบ้าง และอุตสาหกรรมไหนที่เป็นโอกาสในการเข้าไปเจาะแต่ละประเทศ ไม่ใช่ให้ผู้ประกอบการหาเจาะเองรายคน ซึ่งจะทำให้เห็นภาพการลงทุนที่ไม่ชัด นำไปสู่การกำหนดนโยบายและวางแผนการตลาดที่ไม่ถูกต้อง

จะเห็นได้ว่า ทั้งมุมมองของนักวิชาการและภาคเอกชนสอดคล้องกันว่า ซีแอลเอ็มวีเป็นโอกาสของไทยที่จะเข้าไปลงทุนเป็นฐานการผลิต เป็นตลาดและแหล่งวัตถุดิบ ซึ่งล้วนแต่จะก่อผลดีต่อเศรษฐกิจของไทยทั้งสิ้น แต่ประโยชน์ที่ได้จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับการวางยุทธศาสตร์ของประเทศว่าจะสามารถเข้าไปเชื่อมโยงกับเพื่อนบ้านเหล่านี้ได้อย่างไร

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ