
อาหารจานร้อนเปิดสัมปทานปิโตรเลียม
เช้าวันที่ 16 ต.ค. ที่ผ่านมา กลุ่มปฏิรูปพลังงานยื่นหนังสื่อร้องเรียน นายกรัฐมนตรีเพื่อระงับสัมปทานปิโตรเลียมครั้งที่ 21 อีกรอบ
เช้าวันที่ 16 ต.ค. ที่ผ่านมา กลุ่มปฏิรูปพลังงานยื่นหนังสื่อร้องเรียน นายกรัฐมนตรีเพื่อระงับสัมปทานปิโตรเลียมครั้งที่ 21 อีกรอบ
รอบนี้ ม.ล.รุ่งคุณ กิตติยากร และ พล.อ. กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ พร้อมคณะประมาณ 20 คน ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อติดตามเรื่องขอให้หยุดการให้สัมปทานครั้งที่ 21 และหยุดขึ้นราคาก๊าซน้ำมัน พร้อมทั้งตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ
นอกจากนี้ ขอให้นายกรัฐมนตรีตรวจสอบการทำหน้าที่ของ นายณรงค์ชัย อัครเศรณี รมว.พลังงาน ที่ออกมาแสดงความเห็นเรื่องก๊าซและน้ำมันว่าจะหมดในเร็วๆ นี้ จึงต้องเร่งปิดสัมปทาน และขอให้ตรวจสอบด้วยว่ามีบุคคลใกล้ชิดกับ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. และ คสช. มีความเกี่ยวข้องกับบริษัท เวิร์ล ก๊าซ ซึ่งเป็นธุรกิจจำหน่ายก๊าซหุงต้มหรือไม่ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และเกิดความเสมอภาคกับประชาชน
หลายคนสงสัยว่าเบื้องหน้าเบื้องหลังเป็นอย่างไร โพสต์ทูเดย์จึงจับเข่าคุยกับ ม.ล.รุ่งคุณ กิติยากร เครือข่ายสภาปฏิรูปพลังงานไทย และกลุ่มทวงคืนพลังงานไทย เปิดเผย ว่า วัตถุประสงค์สำคัญ เพราะเห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงาน ขัดประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง และรัฐธรรมนูญ โดยมีประเด็นสำคัญ 2 เรื่องคือ 1.การเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ครั้งที่ 21
2. การชะลอการปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี) ก๊าซเอ็นจีวี และราคาดีเซล
ม.ล.รุ่งคุณ บอกว่า ต้องการให้ชะลอการเปิดสัมปทานฯรอบใหม่ออกไปก่อน ทางรมว.พลังงานไม่ควรเร่งรีบดำเนินการ และควรให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้เข้ามาทำงานอย่างเป็นทางการก่อน ในเมื่อตั้งขึ้นมาเพื่อเข้ามาปฏิรูปแก้ไขปัญหาในแต่ละด้าน เหตุใดจึงไม่รอ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลต่างๆอ่างครบถ้วนด้วย
นอกจากนี้ การเปิดประมูลแปลงปิโตรเลียมที่ยังใช้ระบบสัมปทานแบบเดิม จะทำให้ประเทศเสียเปรียบในเรื่องผลตอบแทน ซึ่งในประเทศอาเซียนทุกประเทศจะใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตทั้งนั้น ยกเว้นไทยที่ยังใช้ระบบสัมปทานอยู่ โดยข้อเสียของระบบนี้ คือปริมาณน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ขุดขึ้นมาได้ไม่ใช่ทรัพย์สินของไทย แต่ผู้รับสัมปทานจำหน่ายให้ไทย แต่เราไม่ได้ knowhow จากระบบนี้แหมือนกับไทยเอาพื้นที่แปลงสัมปทานไปให้เช่า มีหน้าที่รับแจ้งว่า แปลงนี้ผลิตได้เท่าไหร่ ทั้งๆที่ไม่รู้ว่า เป็นข้อมูลจริงหรือไม่
ในขณะที่ถ้าใช้แบบระบบแบ่งปันผลผลิต เราจะได้ know how เป็นลักษณะของการร่วมทุน เมื่อแปลงสัมปทานหมดอายุ เราก็สามารถทำเองได้ต่อ พื้นที่เป็นของเรา ส่วนเงื่อนไขการเปิดสัมปทานฯที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจะนำระบบสัมปทานThailand 3 plus โดยเพิ่มการจ่ายผลตอบแทนพิเศษให้กับภาครัฐ นั้น ตอนนี้ยังไม่เห็นรายละเอียดดังกล่าว ว่ามีการปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแค่ไหน
ดังนั้น จึงไม่เข้าใจว่าเหตุใด มว.พลังงาน จึงพยายามให้ข้อมูลว่า เร่งเปิดสัมปทานปิโตรเลียม ทั้งๆที่ยังมีแปลงสำรวจปิโตรเลียมที่ได้รับไปแล้วยังไม่มีการสำรวจอีกจำนวนมาก ขณะเดียวกันการเปิดเผยข้อมูลของกรมเชื้อเพลิงฯในเรื่องปริมาณนํ้ามัน และก๊าซที่ ขุดได้ และ ไม่สามารถทำได้ เทียบกับรายงานของต่างประเทศไม่ตรงกัน เ
รายงานของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ โดยปี2555 มีการผลิตนํ้ามันดิบได้ภายในประเทศทั้งปีจำนวน 52.3 ล้านบาร์เรล หรือ4.358 ล้านบาร์เรลต่อเดือน หรือประมาณ 155,277 บาร์เรลต่อวัน
ในขณะที่ หน่วยงานต่างประเทศอย่าง BP Statistical Review of World Energy ปี 2012 ซึ่งเป็นปีเดียวกันกลับแตกต่างออกไป โดยรายงานว่า ไทยผลิตนํ้ามันดิบได้ 345,130 บาร์เรลต่อวัน
ด้าน หน่วยงานหนึ่งที่ชื่อ U.S. Energy Information Administration (EIA) ระบุว่า ไทยผลิตนํ้ามันดิบได้ 238,600 บาร์เรลต่อวัน เมื่อเปรียบเทียบระหว่างรายงานจากต่างประเทศทั้ง 2แหล่ง กับรายงานของกรมพลังงานเชื้อเพลิงจะเห็นว่า ปริมาณนํ้ามันดิบที่ปรากฏ อยู่ในรายงานของต่างประเทศสูงกว่า ปริมาณนํ้ามันดิบที่ปรากฏในรายงาน ของกรมพลังงานเชื้อเพลิง จึงไม่รู้ว่าข้อมูลใดถูกต้อง
ทั้งนี้ ในประเทศไทย มีแหล่งสัมปทานที่ผู้รับสัมปทานเป็นผู้รายงานปริมาณ ขุดเจาะที่ไม่สามารถตรวจสอบปริมาณที่ถูกต้อง รวมถึงการ รายงานจากในพื้นที่ จะเกิดการรั่วไหลหรือไม่ ประการใด ไม่สามารถ ตรวจสอบปริมาณได้อย่างโปร่งใส จากข้อมูลการรายงาน ของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ปี 2556 แจ้งว่า แหล่งสัมปทาน ที่ให้ไปแล้ว มีพื้นที่กว่า 84% ยังไม่ได้ขุดเจาะ มีเพียง16 % เท่านั้นที่ขุดเจาะไปแล้ว ซึ่งประเด็นข้อสงสัยเหล่านี้จะต้องมีการชี้แจงก่อนที่จะมีการเปิดสัมปทานฯรอบใหม่
สำหรับกรณีการปรับขึ้นราคาแอลพีจีเพื่อให้สะท้อนต้นทุนมากกว่าเดิมนนั้น ปัญหาหลักมองว่ายังมีความไม่เท่าเทียมกันของการใช้แอลพีจีที่แยกราคา โดยเฉพาะภาคปิโตรเคมีของกลุ่มปตท.ใช้แอลพีจีในราคาที่ถูกกว่าเฉลี่ย 19 บาทต่อก.ก. ในขณะที่ปิโตรเคมีของบริษัทอื่น ยังใช้ในราคา 30 บาทต่อก.ก. รวมไปถึงผู้ใช้ในภาคครัวเรือนก็มีราคาอยู่ที่ 22.63 บาทต่อก.ก.
ส่วนนโยบายที่จะขึ้นราคาแอลพีจีภาคขนส่ง โดยให้เหตุผลว่า เพื่อลดภาระกองทุนน้ำมันฯในการชดเชยราคา นั้น ประชาชนไม่สามารถรับทราบต้นทุนจริงว่า ราคาต้นทุนก๊าซ นํ้ามัน เท่าไร จากปากหลุม จากแหล่งใด โรงกลั่น โรงแยก ต้นทุนเท่าไร แต่จากเอกสารรายงานกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ปี 2554 ต้นทุน แอลพีจีอยู่ที่9.49 บาทต่อก.ก
“ผมไม่เห็นด้วยที่ภาคปิโตรเคมีจะมาใช้แอลพีจีราคาถูก เมื่อผลิตแอลพีจีได้ในประเทศก็ควรจะมาจัดสรรให้กับผู้ใช้ภาคครัวเรือนก่อน จึงจะถูกต้อง ซึ่งการที่อ้างว่าปิโตรเคมีเป็นอุตสาหกรรมที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ คงไม่สมเหตุสมผลนักในตอนนี้” ม.ล รุ่งคุณ กล่าว
อย่างไรก็ตามในวันที่ 22 ต.ค. นี้ เครือข่ายสภาปฏิรูปพลังงานไทย และกลุ่มทวงคืนพลังงานไทย จะเดินทางกลับไปฟังคำตอบที่ทำเนียบรัฐบาลอีกครั้ง







