
ร่วมทุน-ควบรวมฮอตอสังหาฯ ยุคปลาใหญ่กินปลาเล็ก
ปีนี้นับเป็นปีที่แวดวงอสังหาริมทรัพย์มีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการซื้อกิจการหรือเทกโอเวอร์ การร่วมทุนควบรวมกิจการ (Mergers and acquisitions : M&A) มากที่สุดในรอบหลายปี เริ่มตั้งแต่ต้นปี 2557 ที่กลุ่มเบียร์สิงห์ของตระกูลภิรมย์ภักดีเข้าเทกโอเวอร์บริษัท รสา พร็อพเพอร์ตี้ บุกธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เต็มรูปแบบทั้งโรงแรม ค้าปลีก ที่อยู่อาศัย
ปีนี้นับเป็นปีที่แวดวงอสังหาริมทรัพย์มีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการซื้อกิจการหรือเทกโอเวอร์ การร่วมทุนควบรวมกิจการ (Mergers and acquisitions : M&A) มากที่สุดในรอบหลายปี เริ่มตั้งแต่ต้นปี 2557 ที่กลุ่มเบียร์สิงห์ของตระกูลภิรมย์ภักดีเข้าเทกโอเวอร์บริษัท รสา พร็อพเพอร์ตี้ บุกธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เต็มรูปแบบทั้งโรงแรม ค้าปลีก ที่อยู่อาศัย
ตามด้วยกลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค สวอปหุ้นกับกลุ่มไทย พร็อพเพอร์ตี้ และกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ ตั้งเป้าพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท เพื่อผลักดันให้เพอร์เฟคฯ ก้าวขึ้นแท่นผู้ประกอบการอันดับ 4 ของกลุ่มบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ จากปัจจุบันอยู่อันดับ 8 และอยู่ระหว่างเจรจากับยักษ์ใหญ่ย่านอีสเทิร์นซีบอร์ด เพื่อร่วมทุนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในนิคมอุตสาหกรรมด้วย
เช่นเดียวกับกลุ่มไซมิส แอสเสท ผู้ประกอบการที่มาจากอดีตผู้ถือหุ้นรับเหมารายใหญ่ “ฤทธา” ที่เติบโตอย่างเงียบๆ จนล่าสุด ขจรศิษฐ์ สิ่งสรรเสริญ ผู้ถือหุ้นใหญ่ไซมิสฯ เข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทมหาชน “แมกซ์ เมทัล คอร์ปอเรชั่น” ผู้ประกอบการธุรกิจเหล็กฟันธงได้เลยว่า นับจากนี้จะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของ ไซมิส แอสเสท แน่นอน
ขณะที่กลุ่มเบียร์ช้างของ เจริญ สิริวัฒนภักดี ปีนี้ก็ขยับครั้งใหญ่ ทั้งเรื่องคว้าสิทธิพัฒนาที่ดินกว่า 90 ไร่ โรงเรียนเตรียมทหารเก่าของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และการเข้าเทกโอเวอร์ บริษัท กรุงเทพบ้านและที่ดิน หรือเคแลนด์ เบ็ดเสร็จ 100% ต่อเนื่องด้วยกลุ่มบีทีเอส สวอปหุ้นกับกลุ่มแนเชอรัล พาร์ค หรือเอ็นพาร์ค กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในเอ็นพาร์ค
รวมทั้งความเคลื่อนไหวล่าสุด กลุ่มบีทีเอสควงแขนแสนสิริร่วมทุนพัฒนาโครงการตั้งบริษัทใหม่ เพื่อพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมเกาะแนวรถไฟฟ้าทุกเส้นทางร่วมกัน โดย คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ กล่าวว่า ถือเป็นการเสริมศักยภาพซึ่งกันและกันและร่วมกันพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมตามแนวรถไฟฟ้า
“กว่า 10 ปีที่กลุ่มบีทีเอสลงทุนในระบบราง แต่ไม่เคยทำอะไรเกี่ยวกับการพัฒนาที่ดินรอบระบบรางเลย มองว่าถึงจังหวะที่มีความพร้อมในทุกด้านแล้วที่จะรุกธุรกิจนี้ ซึ่งที่ผ่านมาแสนสิริพัฒนาคอนโดมิเนียมตามแนวรถไฟฟ้าจำนวนมากแล้ว ถึงเวลาที่ต้องมาพัฒนาร่วมกัน” คีรี กล่าว
กวิน กาญจนพาสน์ กรรมการบริหาร บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้ง กล่าวว่า การร่วมทุนของสองบริษัทยังช่วยลดต้นทุนการดำเนินการ เช่น ต้นทุนก่อสร้าง ต้นทุนการทำตลาด บีทีเอสมีสื่อบนรถไฟฟ้า จะช่วยลดต้นทุนส่วนนี้ให้แสนสิริได้ และอีกหนึ่งจุดแข็งของบีทีเอส คือ บัตรแรทบิท บัตรโดยสารรถไฟฟ้า และใช้กับร้านค้า ร้านอาหารกว่า 2,000 แห่ง จะทำให้รับทราบพฤติกรรมผู้บริโภคในกรุงเทพฯ ซึ่งจะได้ฐานข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยตามแนวรถไฟฟ้าให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย
เศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ กล่าวว่า นับจากนี้หากเป็นโครงการคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่ติดรถไฟฟ้ามูลค่า 3,000 ล้านบาท จะพัฒนาร่วมกับบีทีเอส ส่วนโครงการที่ไม่อยู่ใกล้รถไฟฟ้า ขนาดไม่ใหญ่มากจะพัฒนาเอง ซึ่งแผนพัฒนาโครงการที่วางไว้แล้วก็จะทำต่อไป โดยรูปแบบการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกำลังพิจารณาว่าจะตั้งบริษัทร่วมทุนแยกรายโครงการ หรือตั้งบริษัทเดียวแล้วพัฒนาหลายๆ โครงการ รวมถึงแบรนด์ที่อยู่ระหว่างพิจารณาเช่นกัน
สำหรับโครงการแรกจะเป็นคอนโดมิเนียมบนพื้นที่ 5 ไร่ใกล้สถานีบีทีเอสหมอชิต 900 ยูนิต มูลค่าโครงการ 5,500 ล้านบาท คาดเริ่มเปิดขายไตรมาสแรกของปีหน้า ซึ่งแสนสิริยังคงนโยบายเดิม นั่นคือ โครงการต้องผ่านการอนุมัติจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอก่อนจึงจะเปิดขาย
ชายนิด อรรถญาณสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค กล่าวว่า แนวโน้มการควบรวมกิจการระหว่างสองบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นการเทกโอเวอร์ แลกหุ้น หรือสวอปหุ้นจะเกิดมากขึ้น เพราะรายใหญ่แต่ละรายต้องการเสริมทุนให้ใหญ่ขึ้น รองรับการแข่งขันในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เข้าสู่ยุคศึกของรายใหญ่ โดยผู้ประกอบการรายใหญ่นับจากนี้ ต้องมีมูลค่ารายได้ต่อปีไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นล้านบาท หากไม่มีพันธมิตรมาเสริมทัพ อาจถูกเบียดตกจากตำแหน่งต้นๆ ได้
เทรนด์การร่วมทุนควบรวมในปีนี้ นอกจากเสริมความแข็งแกร่งระหว่างกันแล้ว ยังถือเป็นการปรับตัวเพื่อรองรับการเข้ามาของกลุ่มทุนต่างชาติ ทั้งกลุ่มทุนญี่ปุ่น กลุ่มจีน กลุ่มสิงคโปร์ ที่อาจทำให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของไทยดุเดือดขึ้นด้วย







